ชาวคริปโทก็คงจะพอคุ้นหูคุ้นตากันบ่อยขึ้นกับคำว่า ‘Lightning Network’ มันคืออะไรกันนะ และเกี่ยวข้องอะไรกับ Bitcoin แค่ซื้อเหรียญก็จบแล้วมั๊ย?…จะต้องรู้อะไรอีก เอาล่ะ! ทุกๆ ความสงสัยจะถูกไขให้กระจ่างในบทความนี้ โดยเนื้อหาส่วนใหญ่อ้างอิงมาจากบทความของ Cointelegraph ซึ่งอธิบายไว้ค่อนข้างละเอียดดีทีเดียว ***ก่อนอื่นอยากให้นึกถึง “ถนนเส้นหลัก” ลองหลับตานึกถึงสภาพการจราจรที่ติดขัดและน่าเบื่อ แต่เราก็ต้องทนนั่งแช่อยู่ในรถที่กว่าจะเคลื่อนตัวได้ก็แทบขาดใจ โดยเฉพาะในชั่วโมงเร่งด่วน เราจะลองเปรียบเทียบว่าถนนเส้นหลักคือ บล็อกเชนเครือข่ายหลัก (เลเยอร์ 1) เมื่อบล็อกเชนเครือข่ายหลัก (ไม่ว่าจะเครือข่ายใดก็ตาม) แออัด การจะทำธุรกรรมที เช่น โอนเหรียญนั้นๆ ก็ต้องรอกันเป็นหลายนาทีหรือชั่วโมง ทำให้เกิดแนวคิดในการสร้าง “ถนนเส้นรอง” ขึ้นมาซึ่งทำให้วิ่งรถได้เร็วขึ้น ซึ่งในที่นี้เราจะพูดถึง “ถนนเส้นรอง” ของเครือข่ายหลักยอดนิยมอย่าง "บล็อกเชนบิตคอยน์" ***ประวัติศาสตร์ Lightning Network ฉบับย่อ ในปี 2015 นักวิจัยสองคนคือ Thaddeus Dryja และ Joseph Poon ได้นำเสนอแนวคิดเรื่อง "เครือข่าย Lightning Network" ชื่องานวิจัย “The Bitcoin Lightning Network” เป็นการเสนอแนวคิดของ “ระบบที่อยู่นอกบล็อกเชนหลักของ Bitcoin” ซึ่งจะประกอบไปด้วย “ช่องทางการชำระเงินมหาศาล” จากการเปิดช่องทางการชำระเงินระหว่างกันอยู่นอกเครือข่ายหลัก ต่อมาปี 2016 ทั้งคู่ก็ได้ก่อตั้งบริษัท “Lightning Labs” ขึ้นมาเพื่อพัฒนาเครือข่าย Lightning Network เป็นหลัก ความก้าวหน้าครั้งสำคัญเกิดขึ้นมีการอัปเกรด SegWit แบบ Soft Fork (การปรับปรุงบล็อกเชนโดยที่ยังสามารถทำงานร่วมกับเวอร์ชั่นเก่าได้) ในปี 2017 ซึ่งเป็นการเพิ่มพื้นที่ว่างให้สามารถรองรับปริมาณธุรกรรมได้มากขึ้นในแต่ละบล็อก ช่วงนั้นนักพัฒนาก็ลองสร้างแอปง่ายๆ อย่างเช่น กระเป๋าเงินและเกมพนัน ต่อมาปี 2018 ก็มีการเปิดใช้งาน Lightning Network เวอร์ชั่นเบต้าบนเครือข่ายหลักของบิตคอยน์ได้ในที่สุด ตอนนั้นเป็นช่วงที่บุคคลมีชื่อเสียงอย่าง Jack Dorsey ผู้ก่อตั้ง Twitter ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทกับโครงการ Lightning Network ถึงขนาดที่ Dorsey ลงทุนว่าจ้างกลุ่มนักพัฒนาให้มายกระดับประสิทธิภาพของ Lightning Network โดยเฉพาะและมีการจ่ายค่าจ้างเป็น Bitcoin อีกด้วย ***Lightning Network คืออะไร? และมีกลไกการทำงานอย่างไร กล่าวสั้นๆ “Lightning Network คือเครือข่ายลำดับชั้นที่ 2 ของบิตคอยน์” หรือเลเยอร์ 2 ของบล็อกเชนบิตคอยน์นั่นเอง โดยการทำธุรกรรมต่างๆ จะเกิดขึ้นอีกเลเยอร์ที่อยู่นอกเครือข่ายหลัก (เลเยอร์ 1) ผู้ใช้งานสามารถเลือกทำธุรกรรมขนาดใหญ่บนบล็อกเชนหลัก (เลเยอร์ 1) และเปลี่ยนไปใช้ Lightning Network เมื่อต้องการทำธุรกรรมขนาดเล็กนอกเครือข่าย เช่น จ่ายค่าข้าว ค่าน้ำ ค่ากาแฟ เป็นต้น ด้วยแนวคิดของ Lightning Network ที่จะทำงานอยู่อีกเลเยอร์ ทำให้ตอนโอนเหรียญให้กัน “ไม่ต้องใช้เวลานาน” เหมือนบนเลเยอร์ 1 ที่เมื่อเกิดธุรกรรมขึ้น จะมีนักขุดมาทำการตรวจสอบและยืนยันธุรกรรม ใครอยากทำธุรกรรมเสร็จเร็วก็ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมสูงกว่า ไม่งั้นก็ต้องยอมเสียเวลารอคิว เช่น จะจ่ายค่าสินค้าหลักสิบหลักร้อยก็รอจนเมื่อยตุ้ม แบบนี้ก็คงไม่มีใครอยากใช้บิตคอยน์เป็นเงิน แต่บนเลเยอร์ 2 นี้ “ไม่มีนักขุดมายืนยันการทำธุรกรรม” นี่คือข้อแตกต่าง ทำให้การโอนไวดั่งสายฟ้าไม่ต่างอะไรกับ “ระบบพร้อมเพย์” อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะไม่มีนักขุดมายืนยันในการทำธุรกรรมบนเลเยอร์ 2 แต่ทว่าสุดท้ายแล้ว ทุกๆ ธุรกรรมจะถูกรวบรวมนำไปบันทึกในบล็อกเชนเครือข่ายหลัก หรือเลเยอร์ 1 (บล็อกเชน บิตคอยน์) อยู่ดี ซึ่งการนำมาบันทึกในเลเยอร์ 1 หมายความว่าต้องมีนักขุดมายืนยัน (ตามกลไกของบิตคอยน์ที่เป็นระบ PoW) เท่ากับว่า ระบบ Lightning Network จะต้องทำงานกับ Bitcoin Network หรือเกาะเกี่ยวกันไปนั่นเอง ไม่ใช่แยกตัวขาดออกไปเลยแต่อย่างใด เป็นเหมือนพี่น้องในสายเลือดที่ทิ้งกันไม่ได้ ***จุดเด่น Lightning Network จุดเด่นที่เห็นได้ชัดของเครือข่าย Lightning Network คือความสามารถในการทำธุรกรรมที่รวดเร็วและมีค่าธรรมเนียมถูกกว่าเดิม ทำให้ความฝันของการชำระเงินในระดับเศษสตางค์เกิดขึ้นได้จริง ถ้าไม่มี Lightning Network แล้ว ผู้ใช้งานก็จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมแพงมหาศาลแม้จะทำธุรกรรมที่ไม่ซับซ้อน แถมยังต้องรอเป็นชั่วโมงกว่าจะได้รับการยืนยัน ***จะใช้งานได้อย่างไร ใครก็ตามที่จะเข้ามาใช้งาน Lightning Network จะต้องมีการเปิดโหนดเสียก่อน (เหมือนกับคนที่จะเป็นนักขุดบิตคอยน์ ต้องลงโปรแกรมขุด) อาจจะใช้มือถือหรือใช้คอมพิวเตอร์ก็ได้ซึ่งวิธีการเปิดโหนดจะลึกและยากมาก ต้องใช้ความรู้เชิงลึกในอีกระดับ ถ้าหากใครสนใจก็ลองไปศึกษาเพิ่มเติมต่อ แต่ถ้าเราไม่ได้อยากจะไปรู้อะไรลึกขนาดนั้น แต่อยากจะลองใช้ Lightning Network ดูบ้าง ปัจจุบันสามารถทำได้ง่ายๆ เรียกว่าเป็นการใช้ Lightning Network “แบบคัสโตเดียล” ภาษาบ้านๆ ก็คือฝากเงิน (เหรียญ) ของตัวเองให้คนอื่นดูแลจัดการให้ ในที่นี้ก็คือฝากผู้ให้บริการวอลเล็ต Lightning (โดยที่หลังบ้านจะเป็นโหนดตัวจริง ที่ผู้ให้บริการวอลเลตบริหารจัดการอยู่ โดยวอลเล็ตที่เราเปิดเป็นแค่ซอฟต์แวร์ที่เชื่อมต่อกับ Lightning Network ) วิธีการก็เพียงแค่ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันที่ให้บริการ Lightning Network มาและเราจะได้วอลเล็ต Lightning มาใช้อัตโนมัติ จากนั้นก็โอนบิตคอยน์เข้ามาในวอลเล็ตและแปลงให้บิตคอยน์ไปอยู่บนเครือข่าย Lightning แค่นี้ก็ใช้งานได้แล้ว สแกนจ่ายค่าสินค้าในร้านค้าที่เปิดรับด้วย Lightning Network ซึ่งถ้าเราติดตามข่าวก็จะเห็นว่าอย่างประเทศเอลซัลวาดอร์ ก็มีการเปิดรับชำระค่าสินค้าด้วย Lightning Network และในหลายประเทศเริ่มนำไปใช้ แต่ในไทยยังไม่แพร่หลาย ส่วนหนึ่งอาจเพราะยังเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก ประกอบกับการใช้จ่ายที่หากแพร่หลายมากเท่าไร คงไม่ใช่เรื่องที่ถูกใจผู้คุมกฎอย่างแบงก์ชาติแน่นอน กับการที่จะมีเงินอีกสกุลใช้จ่ายนอกเหนือจากสกุลบาท ยิ่งเป็นเงินบิตคอยน์ แบงก์ชาติในฐานะธนาคารกลางไม่สามารถควบคุมได้ หากแพร่หลายหนักขึ้นๆ ก็จะไปกระทบกับการบริหารจัดการนโยบายการเงินโดยรวมของประเทศ ***อนาคต Lightning Network Lightning Network มีจำนวนการใช้งานที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผ่านมาเกือบ 5 ปีนับจากปี 2018 มีผู้เปิดใช้งานซอฟต์แวร์โหนดของ Lightning เป็นจำนวนกว่า 16,000 รายและมีช่องทางชำระเงินที่เปิดใช้งานบนเครือข่ายอยู่ที่ 76,390 ช่อง มีจำนวนบิตคอยน์ที่ล็อกไว้เพื่อใช้งานบนเครือข่าย Lightning 5,000 BTC (ถ้าอิงจากราคาบิตคอยน์ที่ 22,000 ดอลลาร์ เท่ากับมูลค่ารวมประมาณ 110 ล้านดอลลาร์) ถ้า Lightning Network ได้รับความนิยมในการใช้งานมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็มีแนวโน้มที่นักพัฒนากระเป๋าเงินจะปรับปรุงให้มีการรองรับ Lightning Network กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น ทางฝั่งผู้ใช้งานเองก็สามารถทำหน้าที่เป็นโหนดเพื่อช่วยเพิ่มความเร็วในการทำธุรกรรมให้กับเครือข่ายได้อีกด้วย ศูนย์ซื้อขายคริปโทบางแห่งก็เริ่มรองรับการใช้งานผ่าน Lightning แล้วทำให้นักเทรดในตลาดได้รู้จักและใช้งานกันในวงกว้างมากขึ้น ศูนย์ซื้อขายคริปโทฯ ที่รองรับระบบของ Lightning Network สามารถเปิดบริการให้นักเทรดทำการถอน บิตคอยน์ในจำนวนน้อยนิดด้วยค่าธรรมเนียมต่ำและมีความรวดเร็วทันใจ (แม้ในช่วงที่เครือข่าย บิตคอยน์ทำงานช้า) เครือข่าย Lightning ยังถูกนำมาใช้เป็นระบบการเงินทางเลือก ที่เข้ามาช่วยให้ผู้ใช้บริการส่งเงินกลับภูมิลำเนาในต้นทุนต่ำค่าธรรมเนียมหลักเศษสตางค์ โดยในประเทศกานา เคนยา ไนจีเรีย ฟิลิปปินส์ รองรับบริการ "Send Globally" ของแอปพลิเคชัน Strike ซึ่งเป็นบริการส่งเงินกลับภูมิลำเนาผ่านเครือข่าย Lightning วิธีการก็คือเงินดอลลาร์จากต้นทาง จะถูกแปลงเป็นบิตคอยน์โดยอัตโนมัติ และส่งผ่าน Lightning Network ไปยังพันธมิตรบุคคลที่สามที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในประเทศของผู้รับปลายทาง และพันธมิตรจะทำการแปลงบิตคอยน์เป็นสกุลเงินท้องถิ่น ส่งตรงเข้าบัญชีธนาคารหรือกระเป๋าเงินในสมาร์ตโฟนของผู้รับนั่นเอง อ้างอิง : cointelegraph.com rightshift efinancethai efinancethai |