สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 25 ก.ย. 69 ชื่อโบรกเกอร์ | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย (บาท) | บล.กรุงศรี | ซื้อ | 25.00 | บล.ทิสโก้ | ซื้อ | 22.70 | บล.ยูโอบีเคย์เฮียน | ซื้อ | 22.00 | บล.เอเซียพลัส | ซื้อ | 21.60 | บล.หยวนต้า | ซื้อ | 21.50 | บล.ฟินันเซีย ไซรัส | ซื้อ | 21.30 | บล.เคจีไอ | ซื้อ | 21.00 | บล.ฟิลลิป | ซื้อ | 21.00 | บล.ทรีนีตี้ | ซื้อเก็งกำไร | 20.90 | บล.พาย | ซื้อ | 19.90 | บล.ลิเบอเรเตอร์ | ซื้อ | 19.10 | บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล | ซื้อ (Add) | - | บล.บัวหลวง | ชอบในเชิงพื้นฐาน | - |
สรุปปัจจัยบวก + คาดยอดขายไตรมาส 3/69 ทำสถิติสูงสุดใหม่ของปี ประเมินรายได้ 5.33 - 5.41 พันล้านบาท โต 12-16% YoY และ 9-20% QoQ หนุนจากดีมานด์แข็งแกร่งในตลาดสหรัฐฯ, ลูกค้ากลุ่ม Global Key Accounts, Private Label และการออกสินค้าใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มขนมสัตว์เลี้ยง (Pet Treats) ที่เติบโตมากกว่า 20% (บล.ทรีนีตี้, บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้, บล.ฟิลลิป, บล.เอเซียพลัส, บล.ฟินันเซีย ไซรัส, บล.พาย, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เคจีไอ, บล.หยวนต้า)
+ แนวโน้มกำไรปกติ (Core Profit) 3/69 คาดว่ายังคงเติบโต YoY อยู่ที่ 803 - 855 ล้านบาท (+1-9% YoY) และประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 จะอยู่ในระดับ 3.29 - 3.5 พันล้านบาท เติบโตแข็งแกร่งจากปีก่อน (บล.หยวนต้า, บล.ทิสโก้, บล.ฟิลลิป, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.พาย, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เคจีไอ, บล.ทรีนีตี้, บล.กรุงศรี, บล.ฟินันเซีย ไซรัส)
+ ประเมินผลงานไตรมาส 4/69 จะเป็นจุดสูงสุดของปี เติบโตต่อเนื่องทั้ง QoQ และ YoY จากการเข้าสู่ช่วง High Season เต็มตัว, การออกสินค้าใหม่, และการสะท้อนการปรับขึ้นราคาขายเต็มไตรมาส (บล.ทรีนีตี้, บล.หยวนต้า, บล.ทิสโก้, บล.กรุงศรี, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.เอเซียพลัส, บล.พาย, บล.เคจีไอ, บล.ฟินันเซีย ไซรัส, บล.ลิเบอเรเตอร์)
+ อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ยังประคองตัวได้ดีในกรอบเป้าหมาย 23-25% จากการบริหารต้นทุนอย่างรัดกุม, การทยอยปรับราคาขายเพื่อชดเชยต้นทุน และ Product Mix ที่ดีขึ้นจากสัดส่วนสินค้า Premium อย่าง Pet Treats ที่สูงเกิน 50% ของยอดขาย (บล.ทรีนีตี้, บล.บัวหลวง, บล.หยวนต้า, บล.ทิสโก้, บล.ฟิลลิป, บล.เอเซียพลัส, บล.พาย, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เคจีไอ)
+ มี Upside ระยะยาวรออยู่จากการเจรจาดีล M&A ในสหรัฐฯ (รูปแบบเข้าซื้อกิจการผู้ผลิต) และจีน (รูปแบบ JV) ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนหรือปิดดีลได้ภายในเดือน ต.ค. - 4/69 ช่วยเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรองรับการเติบโต และบรรเทาผลกระทบด้านภาษีนำเข้า (บล.หยวนต้า, บล.ทิสโก้, บล.ฟิลลิป, บล.เอเซียพลัส, บล.ฟินันเซีย ไซรัส, บล.พาย, บล.ลิเบอเรเตอร์)
+ ฐานะการเงินแข็งแกร่ง เป็นสถานะเงินสดสุทธิ (Net Cash) และ Valuation ปัจจุบันไม่แพง พร้อมคาดหวังอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) จูงใจในระดับสูง 6-8% ต่อปี ซึ่งช่วยจำกัด Downside (บล.หยวนต้า, บล.ทิสโก้, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล, บล.เอเซียพลัส, บล.เคจีไอ, บล.ลิเบอเรเตอร์)
สรุปปัจจัยลบ - คาดกำไรสุทธิไตรมาส 3/69 จะหดตัวทั้ง QoQ และ YoY (ประเมินกรอบ 727 - 801 ล้านบาท ลดลง 1.8 - 11% YoY และลดลง 5 - 14% QoQ) เนื่องจากในไตรมาส 2/69 มีฐานกำไรสูงผิดปกติจากการบันทึกเงินคืนภาษีนำเข้าสหรัฐฯ (บล.ทรีนีตี้, บล.ทิสโก้, บล.ฟิลลิป, บล.กรุงศรี, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล, บล.ฟินันเซีย ไซรัส, บล.พาย, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เคจีไอ)
- สัดส่วนค่าใช้จ่าย SG&A ต่อยอดขายปรับตัวสูงขึ้น (คาดแตะระดับ 11.2 - 11.6%) เข้ามากดดันกำไรระยะสั้น โดยมีสาเหตุหลักจากค่าใช้จ่ายพิเศษในการจ้างที่ปรึกษาทำดีล M&A และต้นทุนค่าขนส่ง/ค่าระวางเรือที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 50% ตามราคาน้ำมันและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ (บล.ทรีนีตี้, บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้, บล.ฟิลลิป, บล.กรุงศรี, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล, บล.เอเซียพลัส, บล.ฟินันเซีย ไซรัส, บล.พาย, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เคจีไอ)
- เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาทูน่าที่กลับมายืนในระดับสูงทะลุ 1,975 - 2,000 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน รวมถึงราคาบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่แพงขึ้น (บล.ทรีนีตี้, บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้, บล.ฟิลลิป, บล.กรุงศรี, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล, บล.เอเซียพลัส, บล.พาย, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เคจีไอ)
- คาดมีรายการผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ราว 20 - 40 ล้านบาท จากสถานการณ์เงินบาทผันผวน (บล.ทิสโก้, บล.เอเซียพลัส, บล.พาย, บล.ลิเบอเรเตอร์)
- ความเสี่ยงจากปัจจัยมหภาค เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว, ภาคการบริโภคไม่ฟื้นตัว, อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง, และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาด (บล.ทรีนีตี้, บล.ทิสโก้, บล.เคจีไอ)
. 
|
. |