SCC มั่นใจรายได้ปีนี้โต 4-5% จากปีก่อนที่ 5.16 แสนลบ. รับปริมาณขายและราคาขายปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่วน Adjusted Cash EBITDA ทะลุ 6 หมื่นลบ. หลัง 9 เดือนทำได้แล้วกว่า 5.7 หมื่นลบ. พร้อมคาดเริ่มรับรู้กำไรดีลร่วมทุน PTTGC ภายใน Q4/70 นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC เปิดเผยว่าบริษัทมั่นใจว่ารายได้รวมทั้งปี 69 จะเติบโตประมาณ 4-5% จากปีก่อนที่ทำได้ 516,954 ล้านบาท เนื่องจากปริมาณการขายและราคาขายที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในงวดไตรมาส 2/69 ที่ผ่านมา โดยในช่วง 9 เดือนของปี 69 บริษัทมีรายได้จากการขายอยู่ที่ 382,236 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
ขณะที่ในส่วนของ Adjusted Cash EBITDA ปีนี้คาดว่าจะทำได้เกินกว่าระดับ 60,000 ล้านบาทแน่นอน หลังจากในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาสามารถทำได้แล้วกว่า 57,357 ล้านบาท เติบโต 19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ด้านกลยุทธ์ของ SCC มีการปรับธุรกิจเชิกรุก พร้อมขยายโอกาสเติบโตในอาเซียนผ่าน 3 เรื่อง ได้แก่ 1. เสริมความแข็งแกร่งทางธุรกิจ เช่น การผนึกพลังระหว่าง SCGC และ PTTGC ซึ่งคาดว่าจะสร้างประโยชน์จากการดำเนินธุรกิจร่วมกัน (Synergy) เพิ่มขึ้นประมาณ 150-200 ล้านดอลลาร์ต่อปี,การเร่งโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่ LSP ในประเทศเวียดนาม ช่วยลดต้นทุนได้มากกว่า 250 ล้านดอลลาร์ต่อปี และการขยาย Low Carbon Cement Platform ในอาเซียน 2.เสริมความเข้มแข็งทางการเงิน โดยการปรับลดหนี้สุทธิต่อเนื่อง 3.เพิ่มประสิทธิภาพด้วย AI & Robotics ทั่วทั้งอาเซียน บริษัทเตรียมงบลงทุนปีนี้ไว้ประมาณ 30,000 ล้านบาท ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาใช้เงินลงทุนไปแล้วประมาณ 18,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าในช่วงไตรมาส 4/69 จะใช้เงินลงทุนได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ เนื่องจากมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่อยู่ในแผน อาทิ โครงการ LSP ในประเทศเวียดนาม และการลงทุนเพิ่มเติมของธุรกิจแพคเกจจิ้ง ด้านฐานะการเงินของบริษัทยังคงแข็งแกร่ง โดยในช่วง ณ สิ้นไตรมาส 3/69 มีเงินสดคงเหลือประมาณ 75,147 ล้านบาท และมีหนี้สินสุทธิลดลงอยู่ที่ 237,603 ล้านบาท หรือลดลง 42,656 ล้านบาท จากช่วงไตรมาส 4/68 รวมถึงมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA อยุ่ที่ 3.6 เท่า จากเดิมที่ 5.5 เท่า ในช่วงไตรมาส 4/68 ส่วนแผนจัดตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่าง SCGC และ PTTGC คาดจะแล้วเสร็จช่วงปลายไตรมาส 3 ถึงต้นไตรมาส 4 ของปี 70 และจะเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนตั้งแต่ไตรมาส 4/70 เป็นต้นไป ตามสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทร่วมทุนประมาณ 44% โดยการร่วมทุนดังกล่าวคาดว่าจะสร้างประโยชน์จากการดำเนินธุรกิจร่วมกัน (Synergy) เพิ่มขึ้นประมาณ 150-200 ล้านดอลลาร์ต่อปี พร้อมก้าวขึ้นเป็นหนึ่งใน 10 ผู้ผลิตพอลิโอเลฟินส์รายใหญ่ที่สุดของโลก ขณะที่โรงงานระยองโอเลฟินส์ (ROC) กลับมาเดินโรงงานตั้งแต่กลางเดือนก.ย.69 หลังหยุดชั่วคราวจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง รวมทั้งยังเร่งโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทน ที่ LSP เวียดนาม ช่วยลดต้นทุนได้มากกว่า 250 ล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งคาดแล้วเสร็จกลางปี 70 ซึ่งเร็วกว่าแผนที่กำหนดไว้ "ปี 70 เอสซีจีมุ่งต่อยอดการทรานฟอร์มธุรกิจที่ทำมาต่อเนื่องให้เกิดผลลัพธ์อย่างชัดเจน ปรับโครงสร้างธุรกิจควบคู่กับการเดินหน้าโครงการเชิงกลยุทธ์ อาทิ การผนึก SCGC และ GC ยกระดับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีสู่ระดับโลก โครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP เวียดนาม การขยาย Low Carbon Cement Platform ในอาเซียน รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพฐานผลิตในอาเซียน ผ่าน AI & Robotics เชื่อมั่นว่าจะช่วยให้เรารับมือกับทุกความท้าทาย และเสริมธุรกิจให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในระยะยาว" นายธรรมศักดิ์ กล่าว |