เชื่อว่าเวลานี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก "บมจ.สบาย เทคโนโลยี" หรือ SABUY หุ้นขนาดกลางที่ถูกพูดถึงและเป็นข่าวมากสุดในช่วงที่ผ่านมา เป็นผู้สร้างปรากฏการณ์หุ้น 13 เด้ง ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 1 ปี 2 เดือนเท่านั้น
ถ้าใครซื้อหุ้น SABUY ติดมือไว้ตั้งแต่ช่วงไอพีโอ เพียง 1 แสนบาท และอดใจถือไว้นิ่งๆจนถึงตอนนี้ ก็จะได้กำไรสูงถึง 1.3 ล้านบาทเลยทีเดียว เรียกว่าได้กำไร "สบายๆ" สมชื่อหุ้นจริงๆ
"แต่ทำไม SABUY ถึงได้เติบโตเร็วขนาดนี้ ผู้บริหารใช้กลยุทธ์อะไร? เราจะไปเรียนรู้พร้อมๆกัน" SABUY บริหารงานโดยกลุ่ม"รุจนพรพจี" ซึ่งนำโดย "ชูเกียรติ รุจนพรพจี" CEO ของบริษัท และเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 31.86%
บริษัทก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 59 เดิมชื่อ "บริษัท เวนดิ้ง คอร์ปอเรชั่น" โดยมีจุดเริ่มต้นจากการทำธุรกิจตู้เติมเงินอัตโนมัติ หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า "ตู้เติมเงินหยอดเหรียญ" โดยใช้ชื่อแบรนด์ตอนนั้นว่า “เอเจเติมสบาย” และต่อยอดไปสู่ตู้ขายสินค้าอัตโนมัติ ในชื่อ“เวนดิ้ง พลัส”
ดูเหมือนว่าในขณะนั้น"ตู้อัตโนมัติ"ของบริษัทเริ่มเป็นที่รู้จักและมีผู้ใช้บริการมากขึ้น สะท้อนจากรายได้ในปี 60 ที่ทำได้มากถึง 1.3 พันล้านบาท แต่เนื่องจากเป็นช่วงเริ่มต้นของการลงทุน ค่าใช้จ่ายยังสูง ทำให้ตัวเลขบรรทัดสุดท้ายออกมาไม่ดีนัก โดยขาดทุนไปถึง 174 ล้านบาท ถึงแม้จะขาดทุน แต่เราก็พอจะมองออกแล้วว่า ธุรกิจของ SABUY เป็นธุรกิจที่มีอนาคต ดูได้จากรายได้ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แตะระดับพันล้านบาทภายในเวลาเพียงแค่ 1 ปี ทว่าปัญหาที่ต้องขบคิดต่อจากนี้คือ ทำอย่างไรให้ธุรกิจถึงจุดคุ้มทุนโดยเร็วที่สุด?
ในปี 60-61 "สบาย เทคโนโลยี" ใช้กลยุทธ์ในการสร้างแบรนด์ เพื่อให้"ตู้อัตโนมัติ"ของตัวเองเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น จึงมีการปรับเปลี่ยนชื่อตู้เติมเงินใหม่เป็น “เติมสบายพลัส”
และในช่วงเดียวกันนี้เองบริษัทได้ขยายตู้อัตโนมัติในอัตราเร่ง จนทำให้มีจำนวนตู้มากถึง 40,000 ตู้ ทั่วประเทศ ซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นฐานธุรกิจต้นเเบบที่สำคัญของบริษัท ทำให้เกิดธุรกิจอื่นๆตามมาอีกมากมาย ภายในเวลาเพียง 2 ปีกว่าๆ SABUY ขยายธุรกิจออกไปอย่างรวดเร็ว จนทำให้ตู้อัติโนมัติของบริษัทมีบริการที่หลากหลาย อาทิเช่น ตู้เติมเงินอัตโนมัติ , ตุ้ขายสินค้าอัตโนมัติ ,บริการติดตั้งและวางระบบศูนย์อาหาร และบริการการชำระเงิน ในชื่อ "สบาย มันนี่"
ผลจากการดำเนินธุรกิจอย่างเข้มข้นและรวดเร็ว ทำให้ในปี 61 บริษัทพลิกมีกำไรเป็นปีแรก ที่ 85 ล้านบาท และเติบโตขึ้นต่อเนื่อง จนกระทั่งในปี 63 บริษัททำรายได้สูงถึง 1.5 พันล้านบาท และมีกำไร 102 ล้านบาท ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงามในเวลาอันสั้น แต่ดูเหมือนว่า "ชูเกียรติ รุจนพรพจี" ผู้บริหาร SABUY จะไม่ยอมหยุดอยู่แค่นี้!
จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของบริษัทเกิดขึ้นในปี 63 เมื่อผู้บริหารตัดสินใจนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อระดมเงินทุนประมาณ 292 ล้านบาท สำหรับต่อยอดและขยายเครือข่ายธุรกิจ สร้าง Ecosystem ที่เชื่อมโยงกับตู้อัติโนมัติของตัวเอง
แม้วันแรกที่นำหุ้น SABUY เข้าซื้อขายในตลาด mai วันที่ 11 พ.ย.63 ผลตอบรับจะไม่ดีนัก เพราะราคาหุ้นปรับลดลงจากราคาไอพีโอที่ 2.50 บาท ไปปิดตลาดที่ 1.87 บาท ใครที่จองหุ้นไอพีโอของ SABUY ไว้ จะขาดทุนทันที 25%
เพียงยกแรกที่ลงสู่สนาม "ชูเกียรติ" ก็เพลี่ยงพล้ำให้กับเกมหุ้นซะแล้ว!
แต่ในด้านธุรกิจกลับไม่เป็นอย่างนั้น ภาพของการเดินหน้าขยายธุรกิจหลังเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ถูกฉายให้เห็นเด่นชัดขึ้นทุกวัน
เงินของนักลงทุนจำนวน 292 ล้านบาท ถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่า ผ่านวิสัยทัศน์ในการซื้อกิจการ-ร่วมทุน ซึ่งเป็นทางลัดที่ทำให้ SABUY เติบโตได้เร็วที่สุด ดังนั้น ในช่วงต้นปี 64 "มหกรรมซื้อกิจการ-ร่วมทุน"ที่น่าสนใจ จึงถูกประกาศออกมาอย่างต่อเนื่อง เช่น
- ร่วมทุนกับ"บัซซี่บีส์"เพื่อพัฒนาธุรกิจจัดทำระบบ Loyalty Program
- ร่วมทุนกับ "ฟอร์ท สมาร์ท(FSMART)"ดำเนินธุรกิจเครือข่ายร้านรับส่งพัสดุ-ซ่อมแซมตู้จำหน่ายสินค้า - ร่วมทุนบริษัทลอนดรี้บาร์ ไทย ผู้ให้บริการร้านซัก-อบผ้า แบบบริการตนเอง - ซื้อกิจการ บมจ.ทีบีเอสพี(TBSP) - ซื้อกิจการ บริษัทเพย์โพสต์เซอร์วิส(Payspost) เป็นต้น
จนถึงวันนี้ SABUY ประกาศซื้อกิจการ-ร่วมทุน ไปแล้วมากกว่า 10 ดีล ทุกกิจการที่เข้าลงทุนช่วยต่อเติมจิ๊กซอทีละชิ้น จนสร้างระบบนิเวศน์ทางธุรกิจของตัวเองขึ้นมาได้สำเร็จ
กระทั่งวันนี้ SABUY เป็นทั้งผู้ให้บริการชำระเงิน บริการผลิตภัณฑ์ทางการเงิน(นายหน้าประกันภัย-สินเชื่อรายย่อยและบริษัท) ตู้ขายสินค้าอัติโนมัติ ธุรกิจบริหารศูนย์อาหารครบวงจร ธุรกิจซัก-อบผ้าด้วยตนเอง ซึ่งเชื่อมโยงไปสู่ธุรกิจขนส่งสินค้าอีกหลายแบรนด์ หากเราวิเคราะห์จุดแข็งในการซื้อกิจการ-ร่วมทุน ของ SABUY จะพบว่า ธุรกิจที่ลงทุนส่วนใหญ่เป็นธุรกิจเทคโนโลยี โลจิสติกส์ ซึ่งถือเป็นเมกะเทรนด์ของโลก มีโอกาสเติบโตสูง เชื่อมโยงกับธุรกิจภายในกลุ่ม สร้างซีเนอร์จี้ร่วมกันได้ง่าย ที่สำคัญเป็นธุรกิจที่รับรู้รายได้ได้ทันที!
ในระหว่างที่"ชูเกียรติ"ก้มหน้าก้มตาดีลธุรกิจอยู่นั้นเอง ความเชื่อมั่นของนักลงทุนก็ได้รับการฟื้นฟูขึ้นอีกครั้ง ราคาหุ้น SABUY ในกระดาน ค่อยๆโผล่พ้นขึ้นมายืนเหนือจองในวันที่ 23 ก.พ.64 ที่ระดับราคา 2.86 บาท
แล้วใครจะคิดว่า นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ทุกคนจะมีโอกาสได้ซื้อหุ้น SABUY ในราคาใกล้เคียงกับราคาจอง
เพราะหลังจากนั้นราคาหุ้น SABUY ก็ไม่เคยมีขาลงจริงจังอีกเลย หุ้นพุ่งทะยานราวกับจรวด ฝ่าทุกด่าน ทำลายทุกแนวต้าน จนวันนี้ราคามาหยุดพักตัวอยู่แถวๆ 33.50 บาท สูงกว่าราคาจอง 1,340% กลายเป็นหุ้น 13 เด้ง ภายใน 1 ปี สอดคล้องกับนักวิเคราะห์บล.บัวหลวง ที่คาดการณ์ว่าปีนี้(65) SABUY อาจจะมีกำไรแตะระดับ 800-1,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากวันแรกที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ 8-10 เท่า และทำให้ปัจจุบัน SABUY มีมูลค่ากิจการสูงถึง 4 หมื่นล้านบาทเลยทีเดียว
ในโลกยุคใหม่ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ อาจไม่ต้องใช้เวลาเนิ่นนานเหมือนในอดีต หากมีเงินทุนพร้อม ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์ มองเห็นโอกาส ก็สามารถประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว เหมือนกับสตาร์ทอัพ หลายๆแห่ง รวมถึง SABUY ที่ทำให้เห็นแล้ว!! |