KKP เผยกำไรไตรมาส 2/69 ที่ 2,122 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50.60% YoY และ 6 เดือน อยู่ที่ 4,078 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 65% YoY หลังรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยพุ่ง รับธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง-ธุรกิจไดม์-รายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจจัดการกองทุน-เงินปันผลเติบโต ส่วน NPL ลดลงอยู่ที่ 3.5% ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด(มหาชน) หรือ KKP เปิดเผยว่า ไตรมาส 2/69 มีกำไรสุทธิรวมจำนวน 2,122 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 50.6% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/68 และ มีกำไรเบ็ดเสร็จรวมจำนวน 2,364 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43.6% จากงวดเดียวกันของปีก่อน โดยผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งเป็นผลมาจากการปรับเพิ่มขึ้นของรายได้จากการดำเนินงานในหลายธุรกิจหลัก สะท้อนถึงความสามารถในการกระจายแหล่งที่มาของรายได้ของกลุ่มธุรกิจฯ และ ส่งผลให้เกิดการเติบโตของรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยในระดับที่ดี ขณะเดียวกันการดำเนินงานตามแนวทางการบริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างต่อเนื่องส่งผลให้คุณภาพสินทรัพย์ปรับตัวดีขึ้น และ ช่วยให้ผลขาดทุนจากการขายรถยึดยังคงอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ สำหรับกำไรสุทธิที่ปรับเพิ่มขึ้นในไตรมาส 2/69 โดยหลักเป็นผลมาจากการปรับเพิ่มขึ้นของรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย ที่เพิ่มขึ้น 36.3% หากเทียบกับไตรมาส 2/68 จากการเติบโตของรายได้ในหลายธุรกิจหลัก ทั้งในส่วนของรายได้จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง รายได้ที่เกิดจากการให้บริการทางการเงินและการลงทุนแบบดิจิทัลของธุรกิจไดม์ (Dime!) รายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจจัดการกองทุน และ การเพิ่มขึ้นของรายได้จากเงินปันผล รวมถึงกำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุนที่ปรับเพิ่มขึ้นตามภาวะตลาด โดยบริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร ยังคงมีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับที่ 1 ในการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ทางด้านรายได้ดอกเบี้ยสุทธิปรับเพิ่มขึ้นเช่นกันที่ 0.4% โดยหลักจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสำหรับไตรมาส 2/69 ที่ปรับเพิ่มขึ้นหากเทียบกับไตรมาส 2/68 จากการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง ทางด้านปริมาณสินเชื่อโดยรวม ณ สิ้นไตรมาส 2/69 ปรับเพิ่มขึ้น 3.1% จากสิ้นปี 2568 ซึ่งยังคงเป็นไปตามมาตรการของธนาคารในการเติบโตสินเชื่ออย่างระมัดระวังไปในประเภทที่มีผลตอบแทนที่เหมาะสมและมีคุณภาพสูง ส่งผลให้คุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารกลับมาอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ดี ในขณะเดียวกันเพื่อให้การบริหารจัดการสินทรัพย์มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในระยะต่อไปข้างหน้า ในระหว่างไตรมาส 2/69 ธนาคารได้มีการพิจารณาตัดหนี้สูญในส่วนของสินเชื่อผู้ประกอบการรายย่อยที่คงค้างอยู่เป็นระยะเวลานาน ทั้งนี้ ธนาคารยังคงดำเนินการอย่างระมัดระวังในการพิจารณาตั้งสำรองในระดับที่เหมาะสม โดยมีการสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นสำหรับไตรมาส 2/69 เป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 970 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นสำหรับไตรมาส 2/69 นี้ได้รวมผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเพื่อเป็นการรองรับการตัดหนี้สูญในครั้งนี้แล้วด้วย ผลขาดทุนจากการขายรถยึดปรับลดลงตามสถานการณ์รถยึดที่ยังควบคุมได้ในระดับที่ดี ทั้งนี้ ณ สิ้นไตรมาส 2/69 อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 150.7% ทางด้านปริมาณสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตปรับตัวลดลง โดยอัตราส่วนสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวมปรับลดลงมาอยู่ที่ 3.5% ณ สิ้นไตรมาส 2/69 จาก 4.3% ณ สิ้นปี 2568 ***ภาพรวมงวดครึ่งแรกปี 2569 สำหรับงวดครึ่งแรกปี 2569 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิรวม 4,078 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 65.0% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 และ มีกำไรเบ็ดเสร็จรวมจำนวน 4,270 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 44.7% หากเทียบกับงวดครึ่งแรกของปีก่อน สำหรับกำไรสุทธิที่ปรับเพิ่มขึ้น โดยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยที่ปรับเพิ่มขึ้น 49.0% จากงวดเดียวกันของปีก่อน โดยหลักจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง รายได้ที่เกิดจากการให้บริการทางการเงินและการลงทุนแบบดิจิทัลของธุรกิจไดม์ (Dime!) รายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจจัดการกองทุน รายได้ค่านายหน้าขายประกัน รวมถึงการเพิ่มขึ้นของกำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน และ รายได้จากเงินปันผลที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับ ผลขาดทุนจากการขายรถยึดที่ปรับลดลงตามคุณภาพสินเชื่อที่ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งรวมแล้วสามารถช่วยบรรเทาผลกระทบจากการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิตามมาตรการควบคุมคุณภาพสินเชื่อของธนาคารได้ในระดับที่ดี โบรกฯ ประเมินงบ Q2/69 ที่ 1.7-2.1พันลบ. สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมองคาดการณ์งบการเงินจากบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่เผยแพร่ล่าสุด ที่เกี่ยวกับหุ้น ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด(มหาชน) หรือ KKP ดังนี้ ที่มา : บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ฟิลลิป, บล.กรุงศรี, บล.ดาโอ บล.ฟิลลิป ประเมินงบ Q2/69 ที่ 2,100 ล้านบาท (ราคาเป้าหมาย 94บาท) บล.กรุงศรี ประเมินงบ Q2/69 ที่ 1,760 ล้านบาท (ราคาเป้าหมาย 110 บาท) บล.ดาโอ ประเมินงบ Q2/69 ที่ 1,730 ล้านบาท (ราคาเป้าหมาย 106 บาท) บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส ประเมินงบ Q2/69 ที่ 1,700 ล้านบาท (ราคาเป้าหมาย 98 บาท) อนึ่ง ข้อมูลจากบริษัทหลักทรัพย์ดังกล่าว เป็นข้อมูลคาดการณ์งบการเงิน ก่อนที่บริษัทจะประกาศผลประกอบการ ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์อาจมีการปรับประมาณการ หรืออัพเดทข้อมูลหลังจากได้ข้อมูลอย่างเป็นทางการ ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |