KBANK เร่งปลุกพลังภาคส่วนต่างๆ ขับเคลื่อนประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางตามกรอบเป้าหมายของ World Bank ภายในปี 2037 ชี้ไทยต้องเร่งทลายกับดักความคิด และ เร่งสปีดจีดีพีให้เติบโตไม่ต่ำกว่า 5% ต่อปี พร้อมยกระดับผลิตภาพเพิ่มขึ้น 3 เท่า ผ่านยุทธศาสตร์จัดทัพแบบ Team of Thailand เพื่อเปลี่ยนการฟื้นตัวแบบเหลื่อมล้ำไปสู่การเติบโตในขาขึ้นอย่างยั่งยืนร่วมกันทั้งประเทศ นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK เปิดเผยในงานสัมมนา THAILAND ECONOMIC OUTLOOK 2027 NEW HORIZON BEYOND THE TRAP หัวข้อ Strategic Opportunites and Challenges in the New Economy ภายใต้ธีม "New Horizon Beyond" โดยได้สรุปแนวคิด โอกาส ความท้าทาย และ ยุทธศาสตร์การพาประเทศไทยก้าวผ่านจุดเปลี่ยนสำคัญไว้ ดังนี้ ***เป้าหมาย 12 ปี พ้นกับดักรายได้ปานกลาง ดันจีดีพีโต 5% ต่อปี รายงานจากธนาคารโลก (World Bank) ระบุเป้าหมายของประเทศไทยในการก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง (Middle-Income Trap) ภายในปี 2037 หรือ อีก 12 ปีข้างหน้ารายได้ต่อหัวปัจจุบัน หรือ ปี 2025 คนไทยมีรายได้เฉลี่ย 7,690 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี โดยเกณฑ์รายได้ปานกลาง ปี 2025 ต้องขยับไปที่ 14,375 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี หรือ ต้องเติบโตเพิ่มขึ้นราว 87% ซึ่งเป้าหมายปี 2037 ต้องดันรายได้ต่อหัวให้มากกว่า 16,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี ซึ่งการบรรลุเป้าหมายนี้ต้องใช้วิธีการที่ไม่ธรรมดา โดยสามารถถอดสมการทางเศรษฐศาสตร์ได้ ดังนี้ 1.อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต้องเติบโตอย่างน้อย 5% ต่อปี จากเดิมที่เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยระดับ 2% มายาวนานกว่า 10 ปี 2.ยกระดับผลิตภาพ (Productivity Growth) จากปัจจุบันที่โตปีละ 1.2% ต้องเร่งขึ้นเป็น 3.7% ต่อปี หรือเพิ่มขึ้น 3 เท่า 3.การเงินและเงินทุน ต้องลงทุนทั้งในเทคโนโลยี เครื่องจักร และ นวัตกรรม รวมถึงการพัฒนาทักษะแรงงาน โดยสถิติการเติบโตของตลาดทุนและสินเชื่อต้องเพิ่มจาก 3% เป็น 4% เพื่อรองรับการขับเคลื่อนนี้ ***ทลายกับดักทางความคิด นางสาวขัตติยา กล่าวเพิ่มเติมว่า ด่านแรกของการมุ่งสู่น่านฟ้าใหม่ คือ การหยุดยึดติดกับความสำเร็จ หรือ วิธีการทำงานแบบเดิมๆ ในโลกที่มีวิกฤตเกิดถี่ขึ้น และ เลิกมองว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นหน้าที่ของคนอื่น แต่ต้องเริ่มปรับที่ตนเอง และ องค์กรก่อน ***จัดทัพขับเคลื่อนประเทศด้วยโมเดล "Team of Thailand" กองหน้า(Real Sector / ภาคธุรกิจและเอกชน) มีหน้าที่สร้างรายได้ และ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่าน 7 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต(Industry of the Future) และ ต้องยกระดับองค์กรไปสู่ "Firm of the Future" ซึ่งมีคุณลักษณะสำคัญ 5 ประการ 1. มี Productivity สูง 2.เสริมสร้าง กล้ามเนื้อเทคโนโลยี และ AI 3.ขยายและเข้าถึงตลาดใหม่ (Market Access) ไม่พึ่งพาตลาดเดียว 4.บริหารความเสี่ยง สภาพคล่อง และ วางกลยุทธ์มองไปข้างหน้า 5.มีความยืดหยุ่นคล่องตัว พร้อมปรับตัวรับ Global Supply Chain ที่เปลี่ยนไป . 
|
. กองกลาง(สถาบันการเงินและธนาคาร) ทำหน้าที่จัดสรรทรัพยากร และ เงินทุนไปยังภาคส่วนที่มีศักยภาพ และ ดำเนินบทบาท Finance Transformation หรือ Finance for the Future เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจ กองหลัง(ภาครัฐและโครงสร้างพื้นฐาน) ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน และ กฎระเบียบข้อบังคับให้เอื้อต่อการทำธุรกิจอย่างยืดหยุ่น สร้าง "Work Force of the Future" พัฒนาทักษะ และ Mindset ของแรงงานไทยให้พร้อมรับอนาคต และ สนับสนุนเป้าหมายรัฐบาลในการผลักดันขีดความสามารถการแข่งขันของไทยให้อยู่ใน Top 20 ของโลก ภายใน 3 ปี ***กำหนด KPI ประเทศ เพื่อสลายการเติบโตแบบ K-Shape กำหนดตัวชี้วัดระดับชาติครอบคลุมทั้งมิติเศรษฐกิจ ความพร้อมด้านเทคโนโลยี และ ความยั่งยืนทางสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อเปลี่ยนจากการเติบโตแบบกระจุกตัว (K-Shaped Recovery) ให้กลายเป็นการเติบโตแบบขาขึ้นไปด้วยกันทั้งหมด ทั้งธุรกิจขนาดใหญ่ SME และ ประชาชนทุกระดับ ***ชี้ภัยน้ำท่วมกระทบจำกัด ประเมินเสียหายน้อยกว่าปี 54 ยันไม่ต้องตั้งเพิ่มไตรมาส 3-4 นางสาวขัตติยา กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมความเสียหายในเชิงเศรษฐกิจยังต่ำกว่ามหาอุทกภัยปี 2554 อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งไม่จำเป็นต้องตั้งสำรองความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในไตรมาส 3–4 เนื่องจากมีการตั้งเผื่อไว้หนาแน่นตามนโยบายตั้งแต่ต้นปี โดยกลุ่มที่ได้รับกระทบหลัก คือ กลุ่มสินเชื่อรายย่อย เช่น บ้านและ รถยนต์ มากกว่าภาคธุรกิจ เนื่องจากเป็นกลุ่มเปราะบาง นอกจากนี้ ธนาคารได้นำเทคโนโลยี GIS Mapping มาช่วยประเมินความเสี่ยงเชิงพื้นที่ร่วมกับแนวทางของแบงก์ชาติ และ ปรับแบบจำลองสถานการณ์ให้ซับซ้อนสอดรับกับรูปแบบน้ำท่วมที่เปลี่ยนไป ***ภาพรวมผลการดำเนินงานและมุมมองต่อเศรษฐกิจ สำหรับผลการดำเนินงานทั้งปีได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และ การปรับลดยกเลิกค่าธรรมเนียมตามนโยบายแบงก์ชาติมากกว่าปัจจัยเรื่องน้ำท่วม ส่วนการประเมินแนวโน้มภาคธนาคารไทยที่ถดถอย สะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่ทรงตัว เนื่องจากภาคธนาคารเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักที่สะท้อนสุขภาพเศรษฐกิจประเทศ ทางด้านหนี้ที่มิก่อให้เกิดรายได้(NPL) ล่าสุดยังไม่มีสัญญาณขยับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ลูกค้าส่วนใหญ่ยังคงจัดการดูแลตนเองได้ โดยการบริหารจัดการ NPL และ การนำ AI มาใช้ ซึ่งธนาคารเน้นบริหารหนี้เอง ซึ่งเมื่อ AMC ในตลาดรับซื้อ NPL ลดลง ธนาคารจึงปรับมาเน้นการติดตามหนี้ด้วยตนเอง โดยมองว่าความสามารถในการติดตามหนี้เป็น Core Skill หลักที่ไม่ควร Outsource ทั้งหมด ขณะที่หนี้บางส่วนยังคงจัดสรรไปยัง JV AMC หรือ BAM ตามความเหมาะสม สำหรับแผนธุรกิจระยะยาวมุ่งเน้นการวางแผนระยะยาว 3–5 ปี โดยเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ 3+1 และ Customer Strategy อย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารได้ออกตราสารหนี้ในตลาดต่างประเทศเพื่อล็อกต้นทุนล่วงหน้าก่อน Yield ปรับตัวขึ้น โดยนำเงินทุนตราสารต่างประเทศไปรองรับการปล่อยสินเชื่อต่างประเทศโดยตรง ซึ่งช่วยลดต้นทุนการทำ Swap เงินตราต่างประเทศ . 
|
. |