"ลอนดรี้ ยู (WASH)" กำหนดราคาเสนอขายหุ้นไอพีโอ จำนวน 105.88 ล้านหุ้น ที่หุ้นละ 7.50 บาท เปิดจอง 24-28 ตุลาคม 2568 เตรียมเข้าตลาด mai บริษัท ลอนดรี้ ยู จำกัด (มหาชน) หรือ WASH เปิดเผยแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) เสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 105,882,352 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 30.00 ของจำ นวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทฯในครั้งนี้ มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ในราคาเสนอขายหุ้นละ 7.50 บาท ระยะเวลาจองซื้อ วันที่ 24 และ 27-28 ตุลาคม 2568 โดยมี บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย การกำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญของบริษัทฯ ในครั้งนี้ ราคาหุ้นสามัญที่เสนอขายหุ้นละ 7.50 บาท คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E Ratio) เท่ากับ 20.83 เท่า ซึ่งคำนวณจากผลประกอบการในรอบ 4 ไตรมาสล่าสุด ตั้งแต่วันที่1 กรกฎาคม 2567 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2568 ซึ่งมีกำ ไรสุทธิ เท่ากับ 107.99 ล้านบาท เมื่อหารด้วยจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วก่อนการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้เท่ากับ 300 ล้านหุ้น จะได้กำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ 0.36 บาท และคิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (Price to Earnings Ratio : P/E) เท่ากับ 24.51 เท่า และเมื่อคำนวณจากผลประกอบการของบริษัทฯ ในรอบ 4 ไตรมาสที่ผ่านมา หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วภายหลังการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้เท่ากับ 352.94 ล้านหุ้น (Fully Diluted) จะได้กำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ 0.31 บาท 
WASH ประกอบธุรกิจให้บริการร้านสะดวกซักแบบครบวงจรด้วยเครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้าอุตสาหกรรม รวมถึงบริการเสริมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ภายใต้เครื่องหมายการค้า “WashXpress” รวมถึงให้สิทธิบุคคลอื่นในการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ และเป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้าอุตสาหกรรมพร้อมระบบการทำงาน
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568 บริษัทฯ มีการให้บริการร้านสะดวกซัก WashXpress จำนวนรวมทั้งหมด 548 สาขา ครอบคลุม 21 จังหวัดในประเทศไทย โดยแบ่งออกเป็นสาขาที่บริษัทฯ เป็นเจ้าของ จำนวน 469 สาขา และสาขาที่บริษัทฯ ให้สิทธิบุคคลอื่นในการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ จำนวน 79 สาขา บริษัทฯ มีรายได้รวมในปี 2565 2566 และ 2567 เท่ากับ 464.47 ล้านบาท 657.06 ล้านบาท และ 823.58 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นร้อยละ 41.46 และอัตราการเพิ่มขึ้นร้อยละ 25.34 ตามลำดับ และสำหรับงวดหกเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2567 และวันที่ 30 มิถุนายน 2568 เท่ากับ 371.05 ล้านบาท และ 474.11 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นร้อยละ 27.83 โดยรายได้ส่วนใหญ่ของบริษัทฯ มาจากรายได้จากการขายและให้บริการผ่านสาขาที่บริษัทฯ เป็นเจ้าของ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 92.10 ร้อยละ 95.59 และร้อยละ 96.60 ของรายได้รวมสำหรับปี 2565 - 2567 และคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 95.12 และร้อยละ 97.39 สำหรับงวดหกเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2567 และวันที่ 30 มิถุนายน 2568 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 67.28 ล้านบาท ในปี 2566 เป็น 83.47 ล้านบาท ในปี 2567 ซึ่งเป็นไปตามการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายและให้บริการผ่านสาขาที่บริษัทฯ เป็นเจ้าของ ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาอัตรากำไรสุทธิ พบว่า บริษัทฯ มีอัตรากำไรสุทธิลดลงเล็กน้อยจากร้อยละ 10.25 ในปี 2566 เป็นร้อยละ 10.14 ในปี 2567 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารของบริษัทฯ บริษัทฯ มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 26.40 ล้านบาท ในงวดหกเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน ปี 2567 เป็น 50.92 ล้านบาท ในงวดหกเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน ปี 2568 ซึ่งเป็นไปตามการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายและให้บริการผ่านสาขาที่บริษัทฯ เป็นเจ้าของ ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาอัตรากำไรสุทธิ พบว่า บริษัทฯ มีอัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 7.11 ในปี 2567 เป็นร้อยละ 10.74 ในปี 2568 ทั้งนี้สัดส่วนหุ้นของ “ผู้มีส่วนร่วมในการบริหาร” ที่ไม่ติด Silent Period จำนวน 52,941,177 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 15.00 ของจํานวนหุ้นที่ออกและเรียกชําระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯภายหลัง การเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนในครั้งนี้ นอกจากนี้ หุ้นส่วนที่เหลือของกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมจะเข้าทําข้อตกลงกับผู้จัดการการจัดจําหน่ายและประกันการจําหน่าย ในการห้ามขาย หุ้นส่วนที่ไม่ติด Silent Period ตามความสมัครใจเป็นระยะเวลา 3 เดือน นับจากวันที่หุ้นของบริษัทฯ ทําการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ (Voluntary IPO Lock Up) โดยมีเงื่อนไขตามที่กําหนด 
|