BCP วางยุทธศาสตร์ 5 ปี มุ่งสร้างความมั่นคงทางพลังงานและความสามารถในการรับมือความผันผวน พร้อมผนึกธุรกิจครบวงจรที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อรักษาความต่อเนื่องและบริหารสมดุลด้านพลังงาน ตั้งเป้าปี 2574 สร้างรายได้ 1 ล้านล้านบาท โรงกลั่นเพิ่มอัตราการผลิตเป็น 100,000 บาร์เรล/วัน ส่วนธุรกิจไฟฟ้าขยายกำลังการผลิตไม่ต่ำกว่า 500 เมกะวัตต์ นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP กล่าวว่า งแผนยุทธศาสตร์ 5 ปีของกลุ่มบริษัทบางจาก ไม่ได้ตั้งเป้าไว้ที่เพียงรายได้ 1 ล้านล้านบาทในปี 2574 เท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของการเติบโต ทั้งโครงสร้างธุรกิจที่แข็งแกร่ง ความสามารถในการทำกำไร กระแสเงินสดที่มั่นคง และวินัยทางการเงิน กลไกสำคัญคือการประสานจุดแข็งของทั้ง 5 กลุ่มธุรกิจให้ทำงานเป็นแพลตฟอร์มพลังงานเดียวกัน เพื่อสร้างคุณค่าระยะยาวแก่ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียทางธุรกิจ จากองค์กรชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันดับที่ 21 ใน Fortune Southeast Asia 500 ในวันนี้ กำลังมุ่งสู่การเป็นกลุ่มธุรกิจพลังงานระดับโลก ที่ติดอันดับ Fortune Global 500 ควบคู่กับการได้รับอันดับเครดิตองค์กรระดับ Investment Grade จาก S&P และ Moody’s ในปี 2574 กลุ่มบริษัทบางจากมีฐานธุรกิจพลังงานครบวงจร ตั้งแต่การสำรวจและผลิตปิโตรเลียม การกลั่น การตลาด การค้าและโลจิสติกส์ ไปจนถึงธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน ความแข็งแกร่งดังกล่าวสะท้อนจากผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2569 ที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมี EBITDA 43,763 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 18,383 ล้านบาท ได้แรงสนับสนุนจากทุกๆ กลุ่มธุรกิจ ทั้ง SAF ธุรกิจการค้า ธุรกิจต้นน้ำ และธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ Bangchak Hong Kong (BHK) จะเป็นฐานสำคัญสำหรับการขยายธุรกิจในภูมิภาค ภายหลังการปรับโครงสร้างเป็น 5 กลุ่มธุรกิจเมื่อต้นปี กลุ่มบริษัทฯ มุ่งสร้างมูลค่าตลอดห่วงโซ่จากเชื้อเพลิงฟอสซิลสู่พลังงานสะอาด โดยมีธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานเป็นฐานรายได้ที่มั่นคง ใช้สินทรัพย์และระบบที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควบคู่กับการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพและเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำที่สามารถใช้ร่วมกับระบบเดิมได้ เช่น SAF และกรีนดีเซล (HVO) เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไม่ลดทอนความมั่นคงของระบบ และเพิ่มความพร้อมรับวิกฤตในอนาคต กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการตลาด และพลังงานชีวภาพ เพิ่มประสิทธิภาพตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain Optimization) ด้วยการเชื่อมโยงสินทรัพย์และเครือข่ายตั้งแต่โรงกลั่น เชื้อเพลิงชีวภาพ การค้าและโลจิสติกส์ ไปจนถึงช่องทางตลาด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง โดยมี SAF เป็นธุรกิจสำคัญที่รองรับการเติบโต หลังเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือนพฤษภาคม 2569 และสร้าง EBITDA ราว 1,000 ล้านบาทในไตรมาส 2 ขณะที่ความต้องการ SAF ทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นประมาณ 11 เท่าในช่วง 10 ปีข้างหน้า จากข้อกำหนดการใช้ SAF ในหลายประเทศ สำหรับธุรกิจการตลาดในประเทศ ภายในปี 2574 ตั้งเป้าส่วนแบ่งตลาดค้าปลีก 33% เพิ่ม EBITDA ของธุรกิจ non-oil และอินทนิลเป็น 3 เท่า และของธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นเป็น 2 เท่า ส่วน BHK ซึ่งมีเครือข่ายสถานีบริการ 31 แห่งและคลังน้ำมัน จะเป็นฐานธุรกิจในฮ่องกงและรองรับการเติบโตในภูมิภาค ครอบคลุมตลาดค้าปลีก ลูกค้าธุรกิจ เชื้อเพลิงเรือ ผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ และน้ำมันหล่อลื่น พร้อมตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งตลาดเชื้อเพลิงเรือจาก 13% เป็น 25% ภายในปี 2574 กลุ่มธุรกิจการค้าน้ำมัน สร้างความยืดหยุ่นและคล่องตัว รวมถึงขยายเครือข่ายและผลิตภัณฑ์ โดยดำเนินธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่การจัดหาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ไปจนถึงธุรกิจโลจิสติกส์ เชื้อเพลิงชีวภาพ ผลิตภัณฑ์เฉพาะทาง และธุรกรรมอนุพันธ์ โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายการค้าระดับสากลของกลุ่มบริษัท เพื่อเพิ่มสัดส่วนธุรกิจกับลูกค้าภายนอกกลุ่มบริษัทฯ ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงและวิเคราะห์ตลาด เพื่อใช้ประโยชน์จากความแตกต่างของราคาและความต้องการในแต่ละภูมิภาค อีกบทบาทสำคัญคือช่วยให้กลุ่มบริษัทบริหารแหล่งจัดหาและกระจายผลิตภัณฑ์ไปยังตลาดต่าง ๆ ได้อย่างคล่องตัว รักษาความต่อเนื่องในการส่งมอบพลังงานเมื่อเส้นทางขนส่งหรือห่วงโซ่อุปทานเกิดข้อจำกัด โดยตั้งเป้า EBITDA ประมาณ 5,000 ล้านบาทภายในปี 2574 กลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ เพิ่มความมั่นคงในการเข้าถึงแหล่งพลังงาน โดยต่อยอดความเชี่ยวชาญของ OKEA ในการบริหารสินทรัพย์ปิโตรเลียมช่วงกลางถึงปลายอายุการผลิตในประเทศนอร์เวย์ เน้นการบริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อสร้างมูลค่าจากสินทรัพย์เดิม ควบคู่กับการพัฒนาโครงการเดิมและลงทุนใหม่อย่างมีวินัย พร้อมวางฐานการดำเนินงานในอ่าวไทยและขยายพอร์ตสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อกระจายแหล่งผลิต พร้อมสร้างผลตอบแทนและกระแสเงินสดระยะยาว และตั้งเป้าเพิ่มอัตราการผลิตเป็นประมาณ 100,000 บาร์เรลต่อวัน (เทียบเท่าน้ำมันดิบ) ภายในปี 2574 กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน ช่วยสร้างกระแสเงินสดที่มั่นคงและเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจพลังงานของกลุ่มบริษัทฯ โดยยกระดับธุรกิจผลิตไฟฟ้าสู่แพลตฟอร์มด้านพลังงานและสาธารณูปโภค โดยธุรกิจผลิตไฟฟ้าจะนำประสบการณ์และฐานการดำเนินงานในประเทศไทยและสหรัฐอเมริกามาพัฒนารูปแบบโครงการพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงานที่สามารถขยายผลได้ ตั้งเป้าขยายกำลังผลิตอีกไม่ต่ำกว่า 500 เมกะวัตต์ ภายในปี 2574 ควบคู่กับการพัฒนาบริการคลังและโลจิสติกส์แบบครบวงจร เพื่อใช้สินทรัพย์ให้เต็มศักยภาพและเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน พร้อมพัฒนาโอกาสด้านการสำรองพลังงานเชิงยุทธศาสตร์ โดยเน้นโครงการที่ให้ผลตอบแทนเหมาะสมและใช้เงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ มีเป้าหมายให้ EBITDA ในปี 2574 เป็น 1.5 เท่าจากฐานปี 2568 กลุ่มธุรกิจใหม่และโฮลดิ้งส์ บ่มเพาะธุรกิจแห่งอนาคตและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กลุ่มบริษัทฯ โดยจัดสรรเงินลงทุนให้สอดคล้องกับศักยภาพของธุรกิจและทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ ด้านการเงิน กลุ่มบริษัทบางจากจะรักษาวินัยในการจัดสรรเงินทุน โดยเลือกลงทุนในธุรกิจหลักและโอกาสที่ให้ผลตอบแทนเหมาะสมกับความเสี่ยง ควบคู่กับการจำหน่ายสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก และนำเงินทุนกลับไปลงทุนในธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เพื่อรักษาสภาพคล่อง ความยืดหยุ่นทางการเงิน ความสามารถในการสร้างกระแสเงินสด และเสริมความแข็งแกร่งของฐานะการเงิน พร้อมสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นผ่านโครงการซื้อหุ้นคืนระยะ 3 ปีและการจ่ายเงินปันผลอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราผลตอบแทนรวมของผู้ถือหุ้น BCP ตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 14 สิงหาคม 2569 อยู่ที่ 94% เทียบกับ SET ENERGY ที่ 38.1% และ SET50 ที่ 32.6%
มุมมองโบรกเกอร์
บล.กรุงศรี คงคำแนะนำ Buy ต่อ BCP ที่ TP27F = 62.0 บ. เป็นหนึ่งในโรงกลั่นที่ได้ประโยชน์เด่นในช่วงของ supply โรงกลั่นตึงตัวทั้งจากการปิดฮอร์มุซ และกำลังการผลิตใหม่โรงกลั่นเข้ามาจำกัดในระยะยาว หนุนค่าการกลั่นให้สูงกว่าปกติใน 2026-27F ส่งให้กำไรสุทธิเติบโตก้าวกระโดด +146% CAGR กระแสเงินสดเพิ่มก้าวกระโดด คืนหนี้ได้เร็วขึ้น และจ่ายปันผลได้สูง คาด yield 8-10% และ มีupside จากการต่อยอดสภาพคล่องส่วนเกิน ซึ่งข้อมูล จากในที่ประชุมนักวิเคราะห์ผู้บริหารตั้งเป้าขยายธุรกิจต้นน้ำ (OKEA) มากกว่าเท่าตัวในระยะยาว ผ่านการ M&A บล.เคจีไอ คาดว่า DPS ปี 2569F จะอยู่ที่ 5.30 บาท/หุ้น เพิ่มขึ้นถึง 405% จาก 1.05 บาท/หุ้น ในปี 2568 เนื่องจาก i) คาดว่ากำไรจะทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 3.14 หมื่นล้านบาทในปีนี้ และ ii) เราใช้สมมติฐานอัตราการจ่ายเงินปันผลแบบอนุรักษ์นิยมที่ 25% ในขณะเดียวกันผู้บริหารยังยืนยันนโยบายจ่ายเงินปันผลอย่างน้อย 30% ของกำไรสุทธิหลังหักสำรองตามข้อกำหนด โดยจะขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจ, กระแสเงินสดของ BCP และแผนการลงทุนของบริษัท นอกจากนี้ ยังมีโครงการซื้อหุ้นคืนมูลค่าไม่เกิน 3.8 พันล้านบาทในช่วงสามปีระหว่างปี 2568-2571 โดยภายใต้โครงการซื้อหุ้นคืนระยะแรก ซึ่งเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 BCP ได้ซื้อหุ้นคืนจำนวนประมาณ 9.67 ล้านหุ้น คิดเป็น 0.66% ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดในปัจจุบัน มูลค่ารวมประมาณ 336 ล้านบาท (เทียบกับวงเงินที่ได้รับอนุมัติสูงสุด 1.1 พันล้านบาท) ทั้งการจ่ายเงินปันผลและการซื้อหุ้นคืนคาดว่าจะช่วยเพิ่มผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น โดยได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งและการควบคุม CAPEX ที่เข้มงวดขึ้น กำไรของ BCP จะลดลง QoQ ใน 3Q69F เนื่องจากค่าการกลั่นลดลง โดยเราคาดว่า market GRM ของโรงกลั่นพระโขนงและโรงกลั่นศรีราชาจะลดลง QoQ เพราะต้นทุน crude premium, ค่าประกันภัย และค่าระวางขนส่งเพิ่มขึ้น แม้ว่า spread ของน้ำมันเบนซิน, น้ำมันเครื่องบิน และน้ำมันดีเซลใน 3QTD69 จะยังแข็งแกร่งอยู่ที่ US$30.0/bbl (+4% QoQ), US$62.3/bbl (-1% QoQ) และ US$67.8/bbl (+8% QoQ) ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังคาดว่าอัตราการกลั่นน้ำมันดิบของบริษัทจะลดลง 2%-6% QoQ เป็น 260-270 KBD ใน 3Q69F เพราะถังเก็บผลิตภัณฑ์ middle distillates ใกล้เต็ม หลังจากกระทรวงพลังงานออกมาตรการห้ามส่งออกน้ำมันดีเซลตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม แต่อย่างไรก็ตาม เราคาดว่ากำไรจากโครงการ SAF ซึ่ง BCP ถือหุ้น 80% และ BBGI Pcl. (BBGI.BK/BBGI TB) ถือหุ้น 20% จะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว QoQ ใน 3Q69F เพราะจะเป็นไตรมาสแรกที่รับรู้ผลการดำเนินงานเต็มไตรมาสหลังเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม คำแนะนำหุ้น BCP ตาม Bloomberg consensus แบ่งเป็น ซื้อ/ถือ/ขาย: 19/2/0 โดยราคาเป้าหมายเฉลี่ยอยู่ที่ 53.50 บาท ณ วันที่ 25 สิงหาคม เราคาดว่าราคาหุ้น BCP จะได้แรงหนุนจาก i) คาดค่าการกลั่นจะแข็งแกร่งในปี 2569F, ii) คาดอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลจะอยู่ในระดับน่าสนใจที่ 10.3% ในปี 2569F โดยอิงจากราคาหุ้นปัจจุบัน และ iii) กำไรที่แข็งแกร่งจากโครงการ SAF หลังจากที่เริ่มเปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ทั้งนี้เนื่องจากเรามองบวกกับแนวโน้มตลาดโรงกลั่น เราจึงชอบ BCP มากที่สุดในกลุ่มโรงกลั่น รองลงมาคือ Star Petroleum Refining (SPRC.BK/SPRC TB)* และ Thai Oil (TOP.BK/TOP TB)*
ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นได้ลึกกว่าใคร คลิ๊ก : https://url.in.th/w-price-stocknews |