สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 21 ก.ย. 69 ชื่อโบรกเกอร์ | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย (บาท) | บล.กรุงศรี | Neutral | 1.19 | บล.เคจีไอ | ถือ | 1.10 | บล.พาย | ซื้อ | 1.08 | บล.ทิสโก้ | ถือ | 1.00 |
สรุปปัจจัยบวก + ผู้บริหาร (คุณโทนี่ เฟอร์นันเดส) แถลงข่าวช่วยคลายความกังวลของตลาด โดยยืนยันว่า AirAsia ไม่มีการขอความช่วยเหลือทางการเงินจากรัฐบาล (Bailout) บริษัทยังมีสภาพคล่องเพียงพอ และสามารถปฏิบัติตามภาระผูกพันต่อเจ้าหนี้ได้ (บล.กรุงศรี, บล.ทิสโก้, บล.พาย, บล.เคจีไอ) + อยู่ระหว่างดำเนินการรีไฟแนนซ์หนี้มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ไม่ใช่ 3 พันล้านตามข่าวลือ) เพื่อทดแทนเงินกู้เดิมที่มีต้นทุนดอกเบี้ยสูงถึง 17% คาดว่าจะแล้วเสร็จระหว่าง ธ.ค. 26 - ม.ค. 27 ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนทางการเงิน (บล.ทิสโก้, บล.พาย, บล.เคจีไอ)
+ AAV ดำเนินงานเป็นอิสระจาก AirAsia Malaysia (แยกผู้บริหารและการจัดสรรฝูงบิน) ดังนั้นการปรับโครงสร้างของฝั่งมาเลเซียจึงไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการดำเนินงานประจำวันของ AAV ในไทย (บล.ทิสโก้, บล.พาย)
+ ความต้องการเดินทางยังคงสูง สะท้อนจากอัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร (Load Factor) ในเดือน ส.ค. ที่ยังอยู่ในระดับสูงถึง 82% (บล.พาย)
+ การดำเนินงานและฝูงบินยังคงให้บริการตามปกติ ไม่มีการหยุดบินเพราะค้างค่าเช่า โดยเน้นโฟกัสเส้นทางบินในภูมิภาคอาเซียนและเส้นทางในประเทศ (บล.พาย, บล.เคจีไอ)
+ แนวโน้มกำไรของ AAV คาดว่าจะฟื้นตัวต่อเนื่อง จากกลยุทธ์ลดขนาดฝูงบินเหลือ 60 ลำในปี 26 และอาจลดลงอีก 4 ลำในปี 27 เพื่อให้สอดคล้องกับอุปสงค์ เพิ่มอัตราการใช้งาน และช่วยสนับสนุนการตั้งราคาค่าโดยสารให้สะท้อนต้นทุนได้ (บล.ทิสโก้, บล.เคจีไอ)
+ คาดว่าในช่วงปลายปีซึ่งเป็นช่วง High Season ของการท่องเที่ยว จะเริ่มเห็นการฟื้นตัวของเที่ยวบินอย่างชัดเจน (บล.พาย)
สรุปปัจจัยลบ - ความเสี่ยงจากยอดลูกหนี้ค้างชำระที่เกี่ยวข้องกับ AirAsia Malaysia ที่มีมูลค่ารวมสูงถึงประมาณ 1.4 - 1.46 หมื่นล้านบาท (คิดเป็น 0.59 บาท/หุ้น) โดยเป็นยอดที่ถึงกำหนดชำระอายุไม่เกิน 3 เดือนประมาณ 7.3 พันล้านบาท ซึ่งหากฐานะการเงินของบริษัทแม่แย่ลง อาจกระทบต่อการเรียกเก็บหนี้ และกลายเป็น Downside ต่อ AAV ได้ (บล.กรุงศรี, บล.ทิสโก้, บล.พาย, บล.เคจีไอ)
- ปัญหาต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ยังคงอยู่ในระดับสูง จะยังคงเป็นปัจจัยกดดันผลประกอบการอย่างมากในช่วงไตรมาส 3/26 (บล.พาย, บล.เคจีไอ)
- มีแผนลดความจุเที่ยวบิน (Capacity) ในช่วงไตรมาส 3/26 โดยลดเที่ยวบินระหว่างประเทศลง 30% และเที่ยวบินภายในประเทศลง 20% ส่วนในไตรมาส 4/26 คาดว่าความจุจะลดลง 10% YoY (บล.ทิสโก้)
- ความเสี่ยงปัจจัยมหภาคจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ภาวะเศรษฐกิจถดถอย และสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่อาจยืดเยื้อ (บล.เคจีไอ)
ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |