TISCO แย้มปี 70 ลุยปล่อยสินเชื่อกลุ่มเสี่ยงต่ำ พร้อมคุม Credit Cost เดินหน้ารักษาอัตราจ่ายปันผลระดับ 90% ส่วนปี 69 รับสินเชื่อโตต่ำกว่าเป้า แต่หนุนด้วยรายได้ดอกเบี้ย และ ค่าธรรมเนียมแข็งแกร่ง นายชาตรี จันทรงาม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายควบคุมการเงินและบริหารความเสี่ยง บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO เปิดเผยในงาน "Earnings Call" โดยมีประเด็นที่สำคัญดังนี้ ***แผนธุรกิจปี 2570 อัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ย(NIM) คาดจะอยู่ในระดับล่าง และ ทยอยปรับลดลงอย่างช้า ๆ สอดคล้องกับทิศทางอัตราดอกเบี้ย และ ภาวะเงินเฟ้อ การเติบโตของสินเชื่อ(Loan Growth) เน้นการเติบโตแบบคัดคุณภาพ โดยมุ่งเน้นกลุ่มสินเชื่อที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น สินเชื่อธุรกิจ (Corporate) และ สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใหม่ ขณะที่กลุ่มสินเชื่อ High-Yield จะใช้ความระมัดระวังสูง คุณภาพสินทรัพย์ และ Credit Cost ควบคุม NPL และ Credit Cost ให้อยู่ในระดับปกติที่ประมาณ 1% ภายใต้มาตรการบริหารความเสี่ยงที่เข้มงวด รายได้ค่าธรรมเนียม(Fee Income) ธุรกิจ Wealth Management และ Bancassurance ยังคงมีศักยภาพเติบโตต่อเนื่อง "ปี 70 หากดอกเบี้ยขาขึ้น เราก็เหนื่อยหน่อย เมื่อเทียบกับธนาคารอื่น เพราะเรามีต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ถ้าเศรษฐกิจดีขึ้นบ้าง ก็จะทำให้เราดีขึ้น เพราะจะส่งผลถึงคุณภาพสินทรัพย์ และ การตั้งสำรอง น่าจะลดลงได้"นายชาตรี กล่าว ***ปัจจัยที่ต้องติดตาม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เนื่องจากมีผลต่อภาวะเงินเฟ้อโลก ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางดอกเบี้ยต่อไป และ จะกระทบต่อต้นทุนทางการเงินของธนาคาร การเมืองต้องมีเสถียรภาพ เนื่องจากมีผลต่อความเชื่อมั่น การลงทุน และ กำหนดทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ . 
|
. ***แนวโน้มการดำเนินงานไตรมาส 4/69 ทิศทาง NIM และ สินเชื่อ คาด NIM จะทยอยปรับลดลงต่อเนื่องทุกไตรมาส ตั้งแต่ไตรมาส 4 เป็นต้นไป ด้านการปล่อยสินเชื่อยังคงเน้นความระมัดระวัง และ เลือกกลุ่มที่มีคุณภาพสูง ผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อ NPL ค่อนข้างจำกัด และ สถานการณ์เริ่มคลี่คลายลงด้วยดี ***ภาพรวมผลประกอบการ 9 เดือน และ ทั้งปี 69 กำไรสุทธิ 9 เดือนแรก อยู่ที่ 5,302 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% (YoY) ขับเคลื่อนจากการเติบโตของรายได้รวม ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น(ROAE) ช่วง 9 เดือนแรกอยู่ที่ 16.4% และ ภาพรวม ROE ทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 16% อัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ย(NIM) เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5.0% ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ 4.8% จากต้นทุนทางการเงินที่ดีขึ้น ก่อนจะเริ่มทยอยอ่อนตัวลงในช่วงครึ่งปีหลังตามทิศทางอัตราดอกเบี้ย รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย(Non-Interest Income) เพิ่มขึ้น 2.7% เติบโตกว่า 4% ในภาพรวม จากธุรกิจแบงก์แอสชัวรันส์ (Bancassurance) , Wealth Management , ตลาดทุน และ ค่าธรรมเนียมธุรกิจหลัก การเติบโตของสินเชื่อรวมขยายตัวประมาณ 1.6% ทั้งปี จาก 9 เดือนแรกเติบโต 1.2% YTD อยู่ที่ 238,500 ล้านบาท นำโดยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใหม่ สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ (Corporate) และ สินเชื่อ SME โดยสินเชื่อ SME เติบโตโดดเด่นถึง 9.7% จากกลุ่มดีลเลอร์รถยนต์ EV จากจีน คุณภาพสินทรัพย์ โดยควบคุม NPL และ Credit Cost ให้ปรับลดลงสู่ระดับปกติที่ประมาณ 1% โดยยอด NPL รวมอยู่ที่ประมาณ 4,800 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 2.01% พร้อมรักษาความแข็งแกร่งด้วยอัตราส่วนเงินสำรองต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(Coverage Ratio) สูงถึง 192.5% นโยบายการจ่ายปันผล ยังคงรักษานโยบายการจ่ายเงินปันผลในระดับสูง (Pay-out Ratio ประมาณ 90% เนื่องจากธนาคารมีเงินกองทุนส่วนเกิน (Capital Surplus) ในระดับสูง และ การเติบโตของสินเชื่อไม่ได้ใช้เงินกองทุนหนาแน่นมากนัก โดยอัตราส่วนกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง หรือ BIS Ratio อยู่ที่ 20.2% และ Tier 1 อยู่ที่ 18% "สินเชื่อปีนี้จะไม่เป็นตามเป้าหมายที่เราคาดไว้ เพราะเราชะลอสินเชื่อ High-Yield บางกลุ่มเพื่อบริหารความเสี่ยง แต่หันเน้นสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ เพราะเป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตแบบคัดคุณภาพ และ ความเสี่ยงต่ำ ส่วน Credit Cost เราทำได้ดีกว่าคาดมา ส่งผลให้ bottom line ก็ออกมาดีกว่าคาดเช่นกัน"นายชาตรี กล่าว . 
|
. สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมองจากบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่เผยแพร่ล่าสุด ที่เกี่ยวกับหุ้น ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO จาก efin.finance ดังนี้ ที่มา : บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.พาย, บล.ฟิลลิป, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.เคจีไอ, บล.กรุงศรี, บล.เมย์แบงก์, บล.เอเซียพลัส, บล.ทรีนีตี้, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล, บล.ดาโอ ปัจจัยบวก ผลตอบแทนจากเงินปันผลโดดเด่นและสม่ำเสมอ: คาดหวังอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ในระดับสูงเฉลี่ย 6.0 - 6.3% ต่อปี (คาดจ่ายปันผลราว 7.75 บาท/หุ้น ในปี 69-70) ซึ่งจะเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยจำกัดความเสี่ยง (Downside protection) ให้กับราคาหุ้นได้เป็นอย่างดี (บล.พาย, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.เคจีไอ, บล.กรุงศรี, บล.เมย์แบงก์, บล.เอเซียพลัส, บล.ทรีนีตี้, บล.ดาโอ) คาดการณ์กำไรสุทธิเติบโตต่อเนื่อง: ประเมินกำไรสุทธิปี 69 จะอยู่ในกรอบ 6,830 - 7,057 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 3 - 6% YoY) และปี 70 คาดกำไรที่ 7,060 - 7,200 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นราว 3% YoY) โดยแนวโน้มใน Q4/69 จะมีแรงหนุนจากรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจตลาดทุน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และแบงก์แอสชัวรันส์ ที่มักเติบโตตามฤดูกาลลดหย่อนภาษี รวมถึงอานิสงส์จากงาน Motor Expo (บล.พาย, บล.ฟิลลิป, บล.กรุงศรี, บล.เอเซียพลัส, บล.ทรีนีตี้, บล.ดาโอ) คุณภาพสินทรัพย์แข็งแกร่งและสำรองหนี้ฯ อยู่ในระดับสูง: สัดส่วนหนี้เสีย (NPL) มีแนวโน้มลดลงมาอยู่ที่ระดับ 2.0 - 2.01% ขณะที่อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Coverage Ratio) ยืนสูงถึง 192.5 - 193% ซึ่งเพียงพอต่อการรองรับความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของปัจจัยมหภาค และช่วยลดความจำเป็นในการตั้งสำรองใหม่ ส่งผลให้แนวโน้ม Credit Cost ลดลง (บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.พาย, บล.ฟิลลิป, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.เคจีไอ, บล.เอเซียพลัส, บล.ทรีนีตี้, บล.ดาโอ) ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ปรับตัวดีขึ้น: ได้รับประโยชน์จากการบริหารต้นทุนทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ และทิศทางดอกเบี้ยขาลงที่ทำให้ต้นทุนเงินฝาก (Cost of fund) ปรับตัวลดลง ช่วยหนุนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) ให้ขยายตัว (บล.พาย, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.เคจีไอ, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล, บล.ดาโอ) แนวโน้มสินเชื่อยังขยายตัวได้ดีในกลุ่มความเสี่ยงต่ำ: การเติบโตของสินเชื่อในอนาคตจะได้รับแรงหนุนจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ (เช่น กลุ่มโรงไฟฟ้าเพื่อรองรับ Data Center ตามแผน PDP), สินเชื่อ SME, และสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ EV ที่ยังมีโมเมนตัมการเติบโตต่อเนื่อง (บล.พาย, บล.ฟิลลิป, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.เคจีไอ, บล.เอเซียพลัส, บล.ดาโอ) ปัจจัยลบ มูลค่าหุ้นเริ่มตึงตัวและ Upside จำกัด: ปัจจุบันราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาจนซื้อขายในระดับ Valuation ที่ค่อนข้างแพง (P/BV ปี 70 ที่ระดับ 2.2 - 2.4 เท่า) ซึ่งถือว่ามีพรีเมียมเมื่อเทียบกับกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และสะท้อนจุดเด่นเรื่องเงินปันผลไปพอสมควรแล้ว ทำให้โอกาสที่ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นต่อ (Upside) มีอย่างจำกัด (บล.พาย, บล.เคจีไอ, บล.กรุงศรี, บล.เมย์แบงก์, บล.เอเซียพลัส, บล.ทรีนีตี้) ผลกระทบระยะสั้นจากสถานการณ์น้ำท่วม: คาดว่าใน Q4/69 อาจมีหนี้เสีย (NPL) ปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยจากผลกระทบน้ำท่วม โดยประเมินว่าจะมี NPL เพิ่มขึ้นไม่เกิน 100 ล้านบาท ซึ่งอาจกระทบต่อการตั้งสำรองหนี้ฯ เพิ่มเติมราว 60 - 70 ล้านบาท แม้จะอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้แต่ถือเป็นปัจจัยกดดันระยะสั้น (บล.พาย, บล.ฟิลลิป, บล.เมย์แบงก์, บล.ดาโอ) การชะลอตัวของพอร์ตสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนสูง: ธนาคารมีความตั้งใจที่จะชะลอการปล่อยสินเชื่อในกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนสูงแต่มีความเสี่ยง (เช่น สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ และสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย) เพื่อควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ ซึ่งอาจทำให้โอกาสในการเร่งขยายรายได้จากกลุ่มนี้ลดลง (บล.พาย, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.เคจีไอ, บล.เมย์แบงก์) ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อาจผ่านจุดสูงสุดแล้ว: คาดว่า NIM ในช่วง Q4/69 ไปจนถึงปี 70 มีแนวโน้มที่จะทรงตัว เนื่องจากหมดปัจจัยบวกและต้นทุนทางการเงิน (Cost of fund) ไม่น่าจะสามารถปรับลดลงไปได้มากกว่าระดับปัจจุบันมากนัก (บล.เมย์แบงก์, บล.ทรีนีตี้, บล.เอเซียพลัส, บล.ดาโอ) ความท้าทายจากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค: ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ ภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง รวมถึงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่ผันผวน อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เข้ามากดดันคุณภาพสินทรัพย์และการดำเนินธุรกิจในระยะยาว (บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.เมย์แบงก์, บล.ทรีนีตี้) ต้องการ คำแนะนำ / ราคาเป้าหมาย หรือ ข้อมูลอื่นๆ ของหุ้น TISCO เพิ่มเติม เข้าไปที่ https://url.in.th/w-efin-stocknews . 
|
. |