CPAXT ส่ง โลตัส มาเลเซีย ปิดดีลเข้าซื้อกิจการซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียม "The Food Purveyor" มูลค่าลงทุนราว 1.3 หมื่นล้านบาท บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า เมื่อวันที่ 1 กันยายน 256 Lotuss Stores (Malaysia) Sdn. Bhd. ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ได้เสร็จสิ้นการเข้าซื้อหุ้นสามัญในสัดส่วนร้อยละ 100 ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว ในกลุ่มบริษัท The Food Purveyor Sdn. Bhd. ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งในประเทศมาเลเซีย เรียบร้อยแล้ว หลังคู่สัญญาได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขบังคับก่อนที่กาหนดไว้ในสัญญาซื้อขายหุ้น (Share Sale and Purchase Agreement) และธุรกรรมดังกล่าวได้รับอนุมัติจากหน่วยงานกากับดูแลที่เกี่ยวข้องแล้ว ส่งผลให้ The Food Purveyor Sdn. Bhd. มีสถานะเป็นบริษัทย่อยทางอ้อมของบริษัท อนึ่ง The Food Purveyor Sdn. Bhd. ประกอบธุรกิจค้าปลีกซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมภายใต้แบรนด์ Village Grocer B.I.G., BSC Fine Foods, OTK และ The Food Merchant ป้จจุบันมีสาขารวมทั้งสิ้น 50 สาขา โดยธุรกรรมดังกล่าว คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนเท่ากับ 1,660.00 ล้านริงกิตมาเลเซีย (เทียบเท่าประมาณ 13,483.0 ล้านบาท) บล.เคจีไอ ระบุในบทวิเคราะห์ คาดว่ากำไรของ TFP จะอยู่ที่ประมาณ MYR38 ล้าน (~300 ล้านบาท) ต่อปี อิงจาก i) ขนาดของตลาด supermarket เกรด premium ของมาเลเซียที่ MYR4.1 พันล้าน ii) ส่วนแบ่งตลาดของ TFP ที่ 31% และ iii) อัตรากำไรสุทธิ (net margin) ที่ 3% (สูงกว่าของ CPAXT ที่ 2% แต่ต่ำกว่าธุรกิจร้านสะดวกซื้อของ CPAll (CPALL.BK/CPALL TB) * ที่ 5%) คาดว่าบริษัทจะก่อหนี้ประมาณ 60-70% ของมูลค่าการลงทุนรวม ซึ่งจะเป็นระดับที่ทำให้บริษัทมีการใช้เงินสดในมือบางส่วนราว 4-5 พันล้านบาท (เงินสดในมือ ณ สิ้นงวด 2Q69 อยู่ที่ 9.5 พันล้านบาท) และ เป็นระดับที่กำไรจาก TFP ชดเชยค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยได้ โดยจะทำให้สัดส่วนหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนเพิ่มขึ้นจาก 0.4X เป็น 0.42-0.43X มองกลาง ๆ กับดีลนี้เพราะมี synergy จำกัดหลังการเข้าซื้อกิจการ เช่นเดียวกับรายละเอียดเกี่ยวกับแหล่งเงินทุน ยังคงมองว่ากำไรของ CPAXT จะน่าสนใจลดลงในไตรมาสที่สาม ซึ่งจะได้รับผลกระทบเต็มไตรมาสจากมาตรการกระตุ้นของรัฐบาล (ไทยช่วยไทยพลัส), ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการขยายธุรกิจ โดยเฉพาะ omni-channel platform และ การเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการ Happitat ซึ่งบริษัทจะจัดการประชุมให้ข้อมูลในวันที่ 3 กันยายน 2569 คงคำแนะนำ “ถือ” โดยประเมินราคาเป้าหมายสิ้นปี 2569F ที่ 15.00 บาท อิงจาก PER ที่ 18.0x (ค่าเฉลี่ยในอดีตของหุ้นกลุ่มนี้ในตลาดโลก –2.0 S.D.) อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |