อนุสรณ์ ธรรมใจ หวั่นหากโควิด-19 ระบาดระลอก 2 จะทำศก.ไทยพังถึง 1.9 ล้านลบ. จากเบื้องต้นคาดไม่ต่ำกว่า 1.2-1.3 ล้านลบ. ฝากมหาเศรษฐีดูแลหุ้นกู้ตัวเองเพื่อลดการใช้เงินจากธปท. เสนอเพิ่มงบสาธารณสุขอีก 2.5-3 แสนลบ.ยกระดับรพ. - รองรับวิกฤตในอนาคต นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการและผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนานโยบายสาธารณะ สำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ประเทศไทยสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 (Covid-19) ได้ดีหากไม่มีการแพร่ระบาดระลอกสอง สามารถพิจารณาได้ว่ามาตรการสาธารณสุขของไทยมีประสิทธิผลในเฟสแรกแต่มีต้นทุนทางเศรษฐกิจสูงมาก เนื่องจากการแพร่ระบาดและผลกระทบของโรค Covid-19 จะมีความยืดเยื้ออาจยาวนานไม่ต่ำกว่า 2 ปี การใช้มาตรการที่เป็นยาแรงยาวนานเกินไปอาจทำให้ ประชาชน ต้องประสบความยากลำบากทางเศรษฐกิจอย่างยิ่ง ธุรกิจ ต้องปิดกิจการหรือเข้าสู่ภาวะล้มละลายจำนวนมาก จำนวนผู้เสียชีวิตจากการทำอัตวินิบาตกรรมอาจสูงกว่าผู้เสียชีวิตจากโรค Covid-19 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้มีโรคประจำตัวและสูงวัย การผ่อนคลายมาตรการ lockdown เพื่อให้คนกลับไปทำงาน มีรายได้ กิจการธุรกิจต่างๆสามารถเปิดดำเนินการได้เป็นเรื่องที่จำเป็นแต่ต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังและเป็นขั้นเป็นตอน ควรยกเลิกการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เนื่องจากมีช่องโหว่ในการอ้างเพื่อการละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชนและหาประโยชน์ในทางที่ไม่ชอบธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวนหนึ่ง เห็นควรใช้ พ.ร.บ. ควบคุมโรคติดต่อแทน จะมีประสิทธิภาพและผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์น้อยกว่า ทั้งนี้ประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจจากผลกระทบการแพร่ระบาดของโรค Covid-19 และผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจากมาตรการ Lockdown และ การประกาศใช้ พรก ฉุกเฉินอยู่ไม่ต่ำกว่า 1.2-1.3 ล้านล้านบาท (ใช้สมมติฐานการคำนวณความเสียหายทางเศรษฐกิจจากตัวเลขการคาดการณ์เศรษฐกิจของ IMF) หากไม่มีการติดเชื้อระลอกสอง หากติดเชื้อระลอกสองความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมต้องประเมินใหม่ และ มาตรการเศรษฐกิจ 1.9 ล้านล้านบาท (มาตรการการคลัง 1 ล้านล้านบาท มาตรการทางการเงิน 9 แสนล้านบาท) นั้นจะไม่เพียงพอในการบรรเทาและชดเชยผลกระทบในระยะสั้นจากการหดตัวทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ยกเว้นมีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพและลดการรั่วไหลได้ แต่งบประมาณจำนวนนี้ก็ไม่เพียงพอต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสำหรับอนาคตและกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะปานกลางหรือระยะยาว ซึ่งการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นบางทีอาจไม่ต้องใช้เงิน เพียงแค่ปฏิรูปกฎระเบียบบางอย่างก็สามารถช่วยได้ บางเรื่องต้องผ่อนคลาย บางเรื่องต้องมีกฎระเบียบเพิ่มเติม การตัดสินใจดำเนินการบางอย่างทางนโยบายไม่สามารถเกิดขึ้นได้ภายใต้ระบบการเมืองและเศรษฐกิจที่มีอำนาจผูกขาดสูงเยี่ยงนี้ หากเม็ดเงิน 1.9 ล้านล้านบาทถูกบริหารจัดการด้วยรัฐราชการบวกพลังประชารัฐที่เน้นทุนขนาดใหญ่ ประชาชนส่วนใหญ่และธุรกิจรายเล็กรายย่อยจะเข้าไม่ถึงความช่วยเหลือมากนัก การจัดการงบประมาณต้องเน้นการกระจายอำนาจ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นช่วยขับเคลื่อน ต้องปล่อยเงินเข้าสู่ระบบให้เร็วที่สุด ต้องคิดว่าทุกคนเป็นคนดีไว้ก่อนไม่คดโกง ส่วนใครโกงให้ไปไล่เบี้ยจากการตรวจสอบที่เป็นธรรมในภายหลัง รัฐบาลจะจัดการอย่างไรกับภาวะปลาใหญ่ไล่กินปลาเล็ก หรือ การฮุบกิจการSMEs ของทุนขนาดใหญ่ จะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดอันบิดเบี้ยวภายใต้วิกฤติหรือรัฐควรต้องออกกฎระเบียบบางอย่างเป็นเรื่องที่ต้องนำมาพิจารณาด้วย ส่วนการที่ท่านนายกรัฐมนตรีทำจดหมายเปิดผนึกถึงมหาเศรษฐี 20-21 ท่านนั้น การที่มหาเศรษฐีได้ตอบสนองด้วยการจะทำโครงการต่างๆที่เป็นประโยชน์เป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ตนจะยินดีมากยิ่งขึ้นไปอีก หากนายกรัฐมนตรีจะขอให้ท่านมหาเศรษฐีได้ช่วยกันใช้เงินส่วนตัวหรือเงินของกิจการของแต่ละท่านในการดูแล “หุ้นกู้” ของตัวเองเพื่อประโยชน์ต่อกิจการของท่านเอง ต่อนักลงทุนผู้ถือตราสารหนี้และเสถียรภาพโดยรวมของตลาดการเงินโดยพยายามไม่ใช้เงินจากกองทุนสี่แสนล้านบาท หรือ กองทุน BSF ของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือใช้ให้น้อยที่สุด อาจไปกู้เงินดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารมาแก้ปัญหาการคืนหนี้ในปีนี้ได้หรือ Roll over หรือโยกย้ายหนี้ออกไปก่อน การช่วยเหลือดังกล่าวเป็นการลดความเสี่ยงในการแปลง “หนี้เอกชน” กลายเป็น “หนี้สาธารณะ” ในอนาคต และ คนที่รับผิดชอบการใช้ “หนี้สาธารณะ” ในอนาคตก็คือ ประชาชนผู้เสียภาษี โดยเฉพาะลูกหลานของเรานั่นเอง ก็ถือว่า ท่านได้ช่วยเหลือ “ประชาชน” และ “ลูกหลาน” ของเราไม่ให้ต้องแบกรับภาระภาษีอันหนักอึ้งในอนาคตหรือความเสี่ยงที่จะถูกลดสวัสดิการในอนาคตจากปัญหาทางการคลังที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนไม่เกิน 2-3 ปีข้างหน้านี้ นอกจากนี้ เสนอให้เพิ่มงบประมาณลงทุนทางด้านสาธารณสุขไม่ต่ำกว่า 250,000-300,000 ล้านบาทและควรนำงบประมาณไปใช้ในเรื่องต่อไปนี้ คือ การทำ Large Scale Testing สุ่มตรวจการติดเชื้อให้กับประชาชนฟรีโดยเฉพาะให้ทำในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงก่อน และให้ใช้มาตรการติดตามผู้ติดเชื้อและผู้มีความเสี่ยงกักกันตัวเองหรือรัฐช่วยกักกัน โดยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางด้านสาธารณสุขเหล่านี้จะทำให้ ประเทศไทย สามารถเผชิญการแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่ในอนาคตได้อีกด้วย และ เป็นแหล่งรายได้สำหรับ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และ การเป็น ศูนย์กลางบริการทางการแพทย์ (Medical Hub) นอกจากนี้การมีระบบสาธารณสุขที่มีความพร้อมระดับสูงสุดในการเผชิญภัยพิบัติทางด้านสาธารณสุขจะทำให้ประเทศไทยมีทางเลือกยืดหยุ่นมากขึ้นในการใช้มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคระบาดอุบัติใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชนและเศรษฐกิจน้อยลง โดยไม่ต้องใช้ยาแรงปิดเมือง ปิดธุรกิจ ในการควบคุมโรค |