SCB ประเมินกรอบเงินบาทช่วงที่เหลือของปีนี้ที่ 33.25-33.85 บาท/ดอลลาร์ ก่อนเผชิญแรงกดดันอ่อนค่าต่อเนื่องในปีหน้าแตะระดับ 34.50 บาท/ดอลลาร์ ชี้ปัจจัยกดดันหลักมาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ยังค้างสูง เศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวแบบ K-shaped และ ความผันผวนจากการเลือกตั้งในต่างประเทศ นายแพททริก ปูเลีย Head of Financial Markets ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า เงินบาทเดือนที่ผ่านมาผันผวนลดลง และ วิ่งในกรอบแคบขึ้น แต่สถานการณ์ต่างประเทศ ทั้งสงครามอิหร่าน และ อัตราดอกเบี้ยโลกยังเป็นปัจจัยหลักที่กระทบบาท โดยเงินบาทผันผวนตามราคาน้ำมันดิบที่ยังเหวี่ยง แม้การขนส่งน้ำมันจากอ่าวอาหรับจะปรับเพิ่มขึ้นมากแล้ว นอกจากนี้ บาทยังอ่อนค่าลงตามการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ส่งสัญญาณว่า ยังมีความกังวลต่อแรงกดดันเงินเฟ้อ และ อาจจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินที่ตึงตัวต่ออีกระยะหนึ่ง ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ โดยเฉพาะระยะยาวปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง จากความกังวลต่อปัญหาการขาดดุลการคลัง และ ปริมาณพันธบัตรที่ออกสู่ตลาดจำนวนมาก นอกจากนี้ ความกังวลด้านการเมือง และ การคลังของฝรั่งเศสยังเป็นอีกปัจจัยที่กดดันค่าเงินยูโร และ ส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย และ ดันให้บาทอ่อนค่าลงด้วย อย่างไรก็ดี เงินบาทได้แรงหนุนจากเลขส่งออกไทยเดือนส.ค. ที่โตสูงกว่าคาด ทำให้การขาดดุลการค้าลดลง ***ระยะสั้นเงินบาทอาจอ่อนค่าต่อได้ แต่โอกาสที่จะอ่อนค่าแรงลดลงแล้ว อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่า สงครามอาจปะทุเป็นบางช่วง แต่ความรุนแรงน่าจะทยอยลดลงช่วงปลายปี กอปรกับ อุปทานน้ำมันที่ฟื้นกลับขึ้นมามาก ทำให้โอกาสที่ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นแรงมีน้อยลง สำหรับประเด็นภาษีนำเข้า มองว่า สหรัฐฯ อาจเก็บภาษีนำเข้าจากไทยเพิ่มภายใต้มาตรา 301 กดดันบาทอ่อนค่าได้ในเดือนนี้ นอกจากนี้ การเลือกตั้งสหรัฐฯ ในเดือน พ.ย. อาจทำให้ดัชนีเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นได้ในช่วงนี้ ขณะที่ดุลการค้าไทยอาจยังขาดดุลในระยะสั้น ก่อนปรับดีขึ้นช่วงปลายปี จึงประเมินกรอบเงินบาทในช่วงที่เหลือของปีนี้ที่ 33.25-33.85 บาท/ดอลลาร์ ***มุมมองในปี 2570 นอกจากนี้ มองว่า เงินบาทมีแนวโน้มกลับมาอ่อนค่าได้อีก โดย SCB FM ประเมินค่าเงินบาทที่ 33.80 บาท/ดอลลาร์ในไตรมาสแรกของปีหน้า และ อาจอ่อนค่าไปใกล้ 34.50 บาท/ดอลลาร์ในช่วงไตรมาส 3 ก่อนทยอยกลับมาแข็งค่าเล็กน้อยช่วงปลายปี ปัจจัยสำคัญมาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับสูง ประกอบกับ เศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึงหรือมีลักษณะ K-shaped recovery โดยการเติบโตยังพึ่งพาการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และ ตลาดสหรัฐฯ เป็นสำคัญ ขณะที่การบริโภคภายในประเทศ และ ตลาดแรงงานบางส่วนยังฟื้นตัวได้ค่อนข้างช้า ส่งผลให้ กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.0% และ ทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างไทยกับต่างประเทศยังเป็นแรงกดดันต่อค่าเงินบาทในระยะถัดไป สำหรับปัจจัยที่อาจช่วยพยุงเงินบาทในปีหน้า นายแพททริก มองว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยน้อยกว่าที่ตลาดคาด (SCB FM คาด 1 ครั้ง ตลาดคาด 3 ครั้ง) และ รัฐบาลสหรัฐฯ มีความเสี่ยงที่จะปิดทำการ (Shutdown) ในช่วงสั้น ๆ ที่ยังตกลงเรื่องงบดุลของรัฐไม่ได้ ทำให้ดอลลาร์อาจอ่อนค่าในช่วงนั้น และ อีกปัจจัยสำคัญ คือ มองว่าสงครามน่าจะคลี่คลายในปีหน้า ทำให้ราคาน้ำมันกลับสู่ระดับปกติ . 
|
. ***ชี้ Bond Yield สหรัฐฯ พุ่งสูงสุดในรอบกว่า 20 ปี คาด Yield Curve ชันขึ้นรับเทรนด์ AI และ แรงกดดันการคลัง นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวปรับขึ้นแรงจนแตะระดับสูงสุดในรอบกว่าสองทศวรรษ จากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งความกังวลเรื่องการขาดดุลการคลังที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจทำให้ภาครัฐต้องออกพันธบัตรรัฐบาลมากขึ้นในระยะต่อไป การออกหุ้นกู้ภาคเอกชนจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่ระดมทุนเพื่อรองรับการลงทุนด้าน AI รวมถึงความกังวลต่อเงินเฟ้อจากสงครามในตะวันออกกลาง ในระยะต่อไปมองว่า US Treasury yield curve มีแนวโน้มชันขึ้น (Steepening) โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี อาจทยอยลดลงสู่ระดับ 4.15-4.35% ปลายปี 2027 ตามแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อาจชะลอลง ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี มีโอกาสลดลงได้จำกัดและยังอยู่ในระดับสูงที่ 4.70-4.90% ปลายปีหน้า จากแรงกดดันด้านการคลัง อุปทานพันธบัตรที่สูง และแนวโน้ม Neutral rate ที่อาจปรับสูงขึ้นในระยะยาวตามการประยุกต์ใช้ AI ที่อาจทำให้ productivity ในระบบเศรษฐกิจสูงขึ้น ***การเมืองโลกป่วนการเงิน คาดเลือกตั้งสหรัฐฯ กดบอนด์ยีลด์ ฝรั่งเศสพ่นพิษฉุด ยูโรอ่อน SCB FM มองว่า Base case คือ พรรค Democrats สามารถควบคุมสภาคองเกรสได้อย่างน้อยหนึ่งสภา ซึ่งจะทำให้รัฐบาลทรัมป์ถูกถ่วงดุลมากขึ้น ส่งผลให้นโยบายการคลังใหม่ดำเนินได้ยาก จึงอาจทำให้การใช้จ่ายภาครัฐลดลง ขณะที่การดำเนินนโยบายด้านภาษีนำเข้า (tariffs) จะยังทำได้ผ่านการใช้อำนาจของประธานาธิบดี จึงจะช่วยเพิ่มรายได้ภาครัฐ ด้วยเหตุนี้จึงมีโอกาสกดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับลดลงได้บ้าง โดยให้ความน่าจะเป็นกรณี Democrat Sweep ไว้ที่ 55% และ กรณี Democrats ครองสภาล่าง ส่วน Republicans ครองวุฒิสภา 35% อย่างไรก็ดี หากเกิดกรณี Republican Sweep ซึ่ง SCB FM ประเมินความน่าจะเป็นไว้ราว 10% จะถือเป็นปัจจัยเสี่ยงด้านสูง (Upside risk) ต่อทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และ เงินดอลลาร์ในระยะแรก เนื่องจากตลาดอาจกังวลว่าการดำเนินนโยบายลดภาษี และ การใช้จ่ายภาครัฐเพิ่มเติมจะส่งผลให้การขาดดุลการคลังเพิ่มสูงขึ้นอีก และ อาจทำให้ Yield curve เกิดภาวะ Bear steepening ได้ เดือนที่ผ่านมา เงินยูโรอ่อนค่าแรง เพราะยุโรปเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่อยู่ในระดับสูง และ ความไม่แน่นอนด้านการเมือง โดยเฉพาะฝรั่งเศส ซึ่งนักลงทุนกังวลว่าการเปลี่ยนรัฐบาลในปีหน้า อาจทำให้การขาดดุลงบประมาณ และ หนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้นอีก ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศส แล ะส่วนต่างผลตอบแทนเมื่อเทียบกับเยอรมนี (OAT-Bund spread) ผันผวนสูง สำหรับการเลือกตั้งฝรั่งเศส หากกลุ่ม Far-right หรือ Far-left ได้รับชัยชนะ ตลาดอาจกังวลต่อแนวทางการคลัง และ ความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรป (EU) มากขึ้น ส่งผลให้ OAT spread มีแนวโน้มกว้างขึ้น และ กดดันให้เงินยูโรอ่อนค่าได้ ขณะที่กรณี Centrist หรือ Status quo จะช่วยลดความเสี่ยงด้านการเมือง ทำให้ OAT spread มีโอกาสแคบลง และ หนุนให้เงินยูโรฟื้นตัวได้บ้าง แม้ความท้าทายด้านการคลังจะยังคงอยู่ก็ตาม . 
|
. |