SCB EIC เผยปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 69 เป็น 2% จากเดิม 1.7% หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลายทำให้ราคาพลังงานปรับลดลง ช่วยบรรเทาต้นทุนการเดินทางและสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว ส่วนส่งออกและการลงทุนในบางกลุ่มอุตสาหกรรมยังขยายตัวได้ดี มองเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลงในระยะถัดไป รับผลกระทบของต้นทุนพลังงาน และ วัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้นในช่วงสงครามรุนแรงก่อนหน้า เริ่มส่งผ่านมายังต้นทุนการผลิต เงินเฟ้อ และ กำลังซื้อ แม้จะมีพ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แต่การฟื้นตัวยังคงมีลักษณะ K-shaped กระจุกตัวในบางกลุ่ม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่พึ่งพาสัดส่วนการนำเข้าสูง ขณะที่ครัวเรือนรายได้ต่ำ-ปานกลาง และ เอสเอ็มอียังเปราะบาง จากรายได้ที่ชะลอลงและภาระหนี้ที่ยังอยู่ในระดับสูง ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวที่ 2% สูงกว่ามุมมองเดิมที่ 1.7% แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงก่อนหน้า จากตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกที่ออกมาดีกว่าคาด และ สถานการณ์ตะวันออกกลางที่เริ่มคลี่คลาย รวมทั้งแรงสนับสนุนจากภาครัฐ โดยเฉพาะ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งจะช่วยประคองเศรษฐกิจผ่านมาตรการลดค่าครองชีพ การกระตุ้นการใช้จ่าย และ การลงทุนบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน อย่างไรก็ตาม แรงพยุงจากมาตรการไทยช่วยไทยพลัสจะช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจระยะสั้นเป็นหลัก ก่อนที่แรงส่งนี้จะชะลอลงในช่วงสิ้นปี ขณะที่ยังต้องติดตามความชัดเจนของมาตรการการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพื่อประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจต่อไป สำหรับปี 2570 คาดเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวใกล้เคียงกับปี 2569 ที่ 1.9% สะท้อนข้อจำกัดจากแรงขับเคลื่อนใหม่ในการยกระดับการเติบโตในระยะกลาง ขณะที่แรงขับเคลื่อนเดิมยังมีข้อจำกัด ทั้งการบริโภคที่ฟื้นตัวช้าตามกระบวนการ Deleveraging ของภาระหนี้ในภาคครัวเรือน การลงทุน และ การส่งออกที่กระจุกตัว และ พึ่งพาการนำเข้าสูง งบประมาณของภาครัฐที่มี Policy space ลดลง และ ความเปราะบางของ SMEs ที่ยังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรง และ ภาวะการเงินที่ตึงตัว อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยได้แรงหนุนระยะสั้นจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่เริ่มคลี่คลาย แต่ผลกระทบต้นทุนยังทยอยกดดันเศรษฐกิจ ซึ่งราคาน้ำมันที่เริ่มลดลง แม้ยังสูงกว่าก่อนเกิดสงคราม ช่วยบรรเทาผลกระทบต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวที่น่าจะฟื้นตัวดีขึ้นจากต้นทุนการเดินทางที่ลดลง ขณะที่การส่งออกโดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยังเติบโตต่อเนื่อง และ การลงทุนจากต่างประเทศขยายตัวดี อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและ ต้นทุนการผลิตที่ปรับสูงขึ้นในช่วงก่อนหน้า ยังคงทยอยส่งผ่านมายังเศรษฐกิจจริง และ จะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจชัดขึ้นตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี ซึ่งผลกระทบดังกล่าว จะส่งผ่านมายังเศรษฐกิจไทยใน 3 ช่องทางสำคัญ ได้แก่ 1.ต้นทุนพลังงานและการผลิต กดดันเงินเฟ้อ ค่าครองชีพ กำลังซื้อของภาคครัวเรือน และ กระทบต่ออัตรากำไรธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้พลังงาน และโลจิสติกส์เข้มข้น 2.เศรษฐกิจโลกที่ชะลอลง กระทบต่อการส่งออกจากกำลังซื้อโลกที่อ่อนแอลง โดยเฉพาะตลาดที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงคราม ขณะที่ราคาพลังงานนำเข้าที่สูงในช่วงก่อนหน้า และ แนวโน้มการนำเข้าสินค้าทุนที่เร่งตัวขึ้น จะกดดันให้ดุลการค้า และ ดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มปรับแย่ลงมากในปีนี้ 3.ภาวะการเงินตึงตัวขึ้น จากความผันผวนในตลาดการเงินและเงินทุนเคลื่อนย้าย ส่งผลให้ Risk premium และ Yield curve สูงขึ้น "เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวแบบ K-shaped ชัดเจนขึ้น โดยแรงขับเคลื่อนหลักกระจุกตัวในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ และ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เช่น AI , Data center อิเล็กทรอนิกส์ และ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุน และ การส่งออกบางกลุ่มสินค้า อย่างไรก็ดี ธุรกิจกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีสัดส่วนการนำเข้าสูง ทำให้ผลบวกต่อห่วงโซ่อุปทานในประเทศ การจ้างงาน และ รายได้ในวงกว้างยังมีข้อจำกัด ในทางกลับกันครัวเรือนรายได้ต่ำ - ปานกลาง และ เอสเอ็มอี ยังเผชิญความเปราะบางจากรายได้ที่ฟื้นตัวช้า ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งภาระหนี้สูง ส่งผลให้การบริโภคฟื้นตัวได้จำกัด และ ทำให้ธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อในประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กและธุรกิจบริการบางกลุ่ม ยังเผชิญแรงกดดันต่อยอดขาย สภาพคล่อง และ ความสามารถในการชำระหนี้ ความแตกต่างของการฟื้นตัวระหว่างกลุ่มธุรกิจและกลุ่มครัวเรือนจะเป็นข้อจำกัดสำคัญของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป" ส่วนกนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ตลอดปี 2569 โดยแรงกดดันเงินเฟ้อที่สูงขึ้นมีที่มาจากปัจจัยอุปทานเป็นสำคัญ และ การคาดการณ์เงินเฟ้อของประชาชน และ ภาคธุรกิจในระยะยาวยังไม่ถูกกระทบ ทั้งนี้ SCB EIC คาดว่า อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในปีนี้จะปรับลดลงจากมุมมองเดิมเหลือ 2.6% จากเดิม 3.6% ซึ่งคาดจะยังอยู่ในกรอบเป้าหมายได้ หลังสถานการณ์สงครามคลี่คลายช่วยให้ราคาพลังงานปรับลดลง ในขณะเดียวกันประเทศไทยยังมีเสถียรภาพด้านต่างประเทศที่แข็งแกร่ง ทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง จึงไม่มีความจำเป็นต้องเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดูแลเงินเฟ้อ และ ค่าเงินอ่อนค่าเช่นที่เกิดขึ้นกับบางประเทศในภูมิภาค ทั้งนี้ แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ในระดับต่ำ แต่ ภาวะการเงินโดยรวมยังตึงตัว โดยเฉพาะต่อลูกหนี้รายย่อย และ เอสเอ็มอีจากรายได้ที่ชะลอลง แล ะความระมัดระวังของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ ตามความเสี่ยงด้านคุณภาพหนี้และความสามารถในการชำระหนี้ที่ด้อยลง ทำให้มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และ การเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอี ควบคู่กับมาตรการเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างรายได้จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยเพิ่มสภาพคล่อง และ ประคับประคองเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า ในขณะที่ภาคอสังหาฯ ยอมรับว่า กำลังเผชิญกับปัญหา หลังเศรษฐกิขชะลอตัวลง ส่งผลให้ภาคธุรกิจอสังหาฯ ชะลอตัวเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน โดยเฉพาะทางด้านยอดขาย ทั้งในแง่จำนวน และ มูลค่า โดยเฉพาะในพื้นที่กทม. และ ปริมณฑล ซึ่งบริษัทอสังหาฯ มีการชะลอการเปิดโครงการใหม่ และ เน้นระบายสต๊อกที่มีอยู่ โดยคาดว่า จะใช้เวลาเวลา 4 ปีในการระบายสต๊อกในมือ "ความสามารถในการซื้อบ้านของคนลดลง เพราะราคาบ้านสูงขึ้น ตามราคาที่ดิน ในขณะที่รายได้คนลดลง สะท้อนได้จากสินเชื่ออสังหาหดตัวต่อเนื่อง ซึ่งระบบธนาคารมีการติดตามอย่างใกล้ชิดมาก่อนหน้านี้แล้ว และ ให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการอสังหาอย่างต่อเนื่อง เพราะตอนนี้ผู้ประกอบการบางส่วนขาดสภาพคล่อง และ หุ้นกู้มีการผิดนัดชำระมากขึ้น" ทางด้านเศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 2.5% และ 2.6% ในปี 2569 และ 2570 ตามลำดับ โดยแรงส่งหลักยังมาจากการลงทุนใน AI ทำให้ประเทศผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ได้รับประโยชน์ต่อเนื่อง สำหรับสถานการณ์ในตะวันออกกลางปรับดีขึ้น แต่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ในระยะข้างหน้า ยังต้องติดตามมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 301 ซึ่งเป็นความเสี่ยงหลักต่อการค้าโลกในช่วงครึ่งหลังของปี ด้านนโยบายการเงิน ธนาคารกลางหลักของโลกยังให้ความสำคัญกับความเสี่ยงเงินเฟ้อสูงกว่าเป้าหมาย โดย SCB EIC มองว่า Fed จะไม่ผ่อนคลายนโยบายการเงินในปีนี้ โดยจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 3.5-3.75% ตลอดปี สำหรับภาวะการเงินโลกจะยังตึงตัวต่อเนื่อง ตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่อยู่ในระดับสูง อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย เตรียมจัดงาน “CAPITAL WITH PURPOSE 2026” งานสัมมนาด้าน ESG สำหรับผู้บริหารองค์กร ที่จะเจาะลึกประเด็น Green Finance เทรนด์การเงินเพื่อความยั่งยืน และโอกาสการเข้าถึงทุนในโลกธุรกิจยุคใหม่ โดยงานจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 26 มิ.ย. 2569 ณ True Digital Park ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดและลงทะเบียนเข้าร่วมงาน คลิกภาพ! 
|