สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 27 ก.ค.69 | ชื่อโบรก | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย | | บล.บัวหลวง | (คงราคาเป้าหมาย) | 440 | | บล.เอเซียพลัส | ซื้อ (Buy) | 366 | | บล.ลิเบอเรเตอร์ | ถือ | 344 | | บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) | ซื้อขายชั่วคราว (TRADING) | 333 | | บล.ฟิลลิป | ขาย (ปรับลง) | 273 | | บล.ทิสโก้ | ขาย (SELL) | 268.5 | | บล.เคจีไอ | ขาย | 245 | | บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส | - | - |
ปัจจัยบวก + ความต้องการสินค้า AI และ Data Center ยังแข็งแกร่ง: ยอดขายรวมยังคงเติบโตทำสถิติสูงสุด โดยเฉพาะกลุ่ม Power Electronic ที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Data Center ที่ยังมีดีมานด์และคำสั่งซื้อล่วงหน้ารออยู่จำนวนมาก (บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เคจีไอ, บล.ฟิลลิป, บล.ทิสโก้, บล.บัวหลวง, บล.เอเซียพลัส, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส) + ยอดขายรูปดอลลาร์และบาทเติบโตโดดเด่น: ยอดขายในงวด 2Q69 อยู่ที่ 2,011 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+51% YoY, +3% QoQ) คิดเป็นเงินบาทอยู่ที่ 63,957 - 65,000 ลบ. (+46.5% ถึง +47% YoY, +6% QoQ) (บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เคจีไอ, บล.ฟิลลิป, บล.เอเซียพลัส) + ภาพรวมกำไรสุทธิ 2Q69 ยังคงเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน: รายงานกำไรสุทธิ 2Q69 อยู่ที่ 6,075 - 6,100 ลบ. เพิ่มขึ้น +31% YoY และกำไรสุทธิช่วง 1H69 อยู่ที่ 14,400 - 15,000 ลบ. เพิ่มขึ้น +50% ถึง +51% YoY (บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เคจีไอ, บล.ฟิลลิป, บล.ทิสโก้, บล.บัวหลวง, บล.เอเซียพลัส, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส) + คาดการณ์ผลประกอบการฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง (2H69): ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบชิปเริ่มมีแนวโน้มคลี่คลายลงตั้งแต่เดือน ก.ค.69 เป็นต้นไป ประกอบกับเข้าสู่ช่วง High Season ในไตรมาส 3 หนุนให้กำไรหลักมีแนวโน้มฟื้นตัว QoQ และจะดีขึ้นต่อเนื่องจากการเร่งตัวของธุรกิจ Liquid Cooling (บล.ฟิลลิป, บล.บัวหลวง, บล.เอเซียพลัส, บล.หยวนต้า (ประเทศไทย)) + การขยายกำลังการผลิตรองรับอนาคต: อนุมัติงบลงทุน 3,200 ลบ. ในการก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่แทนโรงงานเดิม (เริ่มก่อสร้าง 4Q26 คาดเสร็จ 4Q28) โดยใช้เงินหมุนเวียนของบริษัทเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต (บล.ลิเบอเรเตอร์) ปัจจัยลบ - ผลประกอบการ 2Q69 ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์และตลาดคาดไว้อย่างมีนัยสำคัญ: กำไรสุทธิ 2Q69 ลดลงเหลือ 6,075 - 6,100 ลบ. (-33% QoQ) และหากตัดรายการพิเศษ กำไรปกติอยู่ที่ 5,500 - 5,600 ลบ. (+9% ถึง +22% YoY, -37.5% ถึง -39% QoQ) ซึ่งต่ำกว่าคาดราว 26% - 38% เนื่องจากคิดเป็นเพียง 39% - 40% ของประมาณการทั้งปี (บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เคจีไอ, บล.ฟิลลิป, บล.ทิสโก้, บล.บัวหลวง, บล.เอเซียพลัส, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.หยวนต้า (ประเทศไทย)) - อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) หดตัวลงแรง: GPM ลดลงเหลือ 26.8% - 26.9% จาก 31.7% ใน 1Q69 ถูกกดดันจากปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ ทำให้ต้องจัดซื้อวัตถุดิบในราคาที่สูงขึ้น ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น และ Product Mix เปลี่ยนไป (บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เคจีไอ, บล.ฟิลลิป, บล.ทิสโก้, บล.บัวหลวง, บล.เอเซียพลัส, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.หยวนต้า (ประเทศไทย)) - การตั้งสำรองสินค้าคงคลังเพิ่มขึ้น: มีการตั้งสำรอง/ด้อยค่าสินค้าคงคลังเพิ่มเติมใน 2Q69 ราว 790 - 1,000 ลบ. เนื่องจากต้องสต็อควัดถุดิบนานขึ้น (กระทบมาร์จิ้นราว 1.3% - 1.5%) (บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เคจีไอ, บล.ฟิลลิป, บล.ทิสโก้, บล.บัวหลวง, บล.เอเซียพลัส) - ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) และค่าวิจัยพุ่งสูงขึ้น: ค่าใช้จ่าย SG&A เพิ่มขึ้นถึง 89% YoY และ 16% QoQ อยู่ที่ 1.14 หมื่นลบ. (คิดเป็น 17.4% ของยอดขาย) โดยหลักมาจากค่าลิขสิทธิ์ (Royalty Fee) ที่จ่ายให้บริษัทแม่เพิ่มขึ้นเป็น 8.2% ของยอดขาย (หรือ 5.3 พันลบ.) รวมถึงค่าใช้จ่าย R&D สินค้า AI ที่เพิ่มขึ้น (บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เคจีไอ, บล.ฟิลลิป, บล.ทิสโก้, บล.เอเซียพลัส) - ภาระภาษีจ่ายสูงขึ้น: อัตราภาษีที่แท้จริง (Effective Tax Rate) ปรับตัวสูงขึ้นเป็น 17.9% ส่วนหนึ่งมาจากภาษี OECD Pillar Two จำนวน 1,032 ลบ. (บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.ทิสโก้, บล.บัวหลวง) - ยอดขายกลุ่มยานยนต์ (Mobility) หดตัว: ยอดขายกลุ่ม Mobility ลดลง -44% YoY และ -7% QoQ เนื่องจากอุปสงค์ที่อ่อนแอตามภาวะเศรษฐกิจ (บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เคจีไอ) - ความเสี่ยงและการปรับลดประมาณการ: หลายโบรกเกอร์เตรียมปรับลดประมาณการกำไรปี 2569–2570 ลง จากปัญหาวัตถุดิบตึงตัวและมาร์จิ้นที่ตึงตัว นอกจากนี้ ราคาหุ้นปัจจุบันเทรดที่ PER สูงถึง ~100-107 เท่า ซึ่งถือเป็นระดับ Premium ที่สะท้อนปัจจัยบวกไปมากแล้ว (บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เคจีไอ, บล.ฟิลลิป, บล.ทิสโก้, บล.เอเซียพลัส) ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |