บล. เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ปรับเพิ่มเป้าราคาหุ้นกลุ่มเครื่องดื่ม เหตุตลาดสะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนไปแล้ว พร้อมชู OSP โดดเด่นสุดในกลุ่ม หลังกำไรแข็งแกร่ง-อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์วันนี้เรื่องเครื่องดื่มชูกำลัง ตลาดรับรู้แรงกดดันด้านต้นทุนไปแล้ว โดยมีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้
OSP เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มเครื่องดื่ม ด้วยสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่คลี่คลายลง เชื่อว่าราคาหุ้นได้สะท้อนปัจจัยดังกล่าวไปมากแล้ว โดยปัจจุบันราคาหุ้น CBG และ OSP ยังคงซื้อ ขายต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดความขัดแย้งอยู่ 9% และ 8% ตามลำดับ ฝ่ายวิจัยจึงปรับคำแนะนำ OSP ขึ้นเป็น "ซื้อ" และปรับราคาเป้าหมายเพิ่มเป็น 18.40 บาท โดยมีปัจจัยหนุนจากความสามารถในการควบคุมต้นทุนที่ยอดเยี่ยม ซึ่งน่าจะช่วยผลักดันให้กำไรต่อหุ้น (EPS) เติบโต 5% และให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึง 5% ในปี 69 ในขณะเดียวกันยังคงคำแนะนำ "ถือ" สำหรับ CBG แต่ปรับราคาเป้าหมายเพิ่มเป็น 40 บาท เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่ยังคงอยู่ในระดับสูงน่าจะยังคงกดดันอัตรากำ ไรขั้นต้นในช่วงไตรมาส 2-3 ของปี 69 ทั้งนี้ได้ปรับเพิ่มสมมติฐานมูลค่าหุ้นของทั้งสองบริษัทขึ้นเป็น P/E ที่ 15 เท่า ของปี 69 จากเดิม 13 เท่า เพื่อสะท้อนแนวโน้มต้นทุนที่เริ่มบรรเทาลงในช่วงครึ่งปีหลังปี 69 ความเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯและอิหร่านที่อาจกลับมารุนแรงขึ้น มาตรการจำกัดการนำเข้าที่เข้มงวดขึ้นในเมียนมา และอุปสงค์เครื่องดื่มชูกำลังในประเทศที่อ่อนแอกว่าคาด ปัจจัยลบจากต่างประเทศเริ่มคลี่คลาย เมียนมาและกัมพูชายังคงเป็นตัวฉุดรายได้หลักของ OSP และ CBG ตามลำดับในช่วงไตรมาส 2/69 อย่างไรก็ตามสถานการณ์เรื่องการขอใบอนุญาตนำเข้าของเมียนมาเริ่มปรับตัวดีขึ้นเป็นลำดับและการกลับมาเปิดด่านชายแดนน่าจะช่วยหนุนการส่งออกสินค้าของใช้ส่วนบุคคลของ OSP ในส่วนของ CBG นั้น ลูกค้า OEM รายใหม่และตลาดส่งออกอื่นๆ น่าจะช่วยชดเชยยอดขายที่หายไปจากกัมพูชาได้บางส่วน คาดกำไร Q2/69 ของ OSP จะโดดเด่นกว่าหุ้นกลุ่มเดียวกัน แม้ว่าสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านจะคลี่คลายลง แต่เชื่อว่าราคาวัตถุดิบหลักจะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงกว่าปีที่แล้วในช่วงไตรมาส 2-3 ของปี 69 ด้วยเหตุนี้วินัยด้านการจัดการต้นทุนของ OSP น่าจะช่วยพยุงให้ผลประกอบการยังคงแข็งแกร่ง โดยคาดการณ์กำไรหลักในไตรมาส 2/69 ของ OSP ไว้ที่ 1 พันล้านบาท (ทรงตัว YoY, -12% QoQ) ซึ่งถูกขับเคลื่อนด้วยยอดขายในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้นและค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร (SG&A) ที่ลดลงในทางกลับกัน โดยคาดว่ากำไรในไตรมาส 2/69 ของ CBG จะลดลง 19% YoY (+6% QoQ) เนื่องจากยอดส่งออกที่อ่อนแอลงและอัตรากำไรที่ลดลง นอกจากนี้ ยังคาดว่า ICHI และ SAPPE จะรายงานผลกำไรที่อ่อนตัวลง YoY ในช่วงไตรมาส 2 -3 ของปี 69 อีกด้วย OSP มูลค่าหุ้นน่าดึงดูดกว่าและแนวโน้มกำไรดีกว่า ปัจจุบัน OSP ซื้อขายอยู่ที่ P/E เพียง 13 เท่า ของปี 69 ซึ่งต่ำกว่า CBG ที่อยู่ที่ 15 เท่า ทั้งที่ OSP มีการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่งกว่าและให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สูงกว่า ฝ่ายวิจัยจึงได้ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรหลักต่อหุ้น (Core EPS) ของ OSP ในปี 69-71 ขึ้น 6-8% จากการควบคุมต้นทุนที่ดีขึ้น ในขณะที่ปรับลดคาดการณ์ของ CBG ลง 4-7% เนื่องจากสมมติฐานอัตรากำไรที่อ่อนแอลง | หุ้น | ราคาเป้าหมาย | อัพไซด์ | คำแนะนำ | | CBG | 40.00 | 1% | ถือ | | OSP | 18.40 | 22% | ซื้อ | | ICHI | 11.90 | -5% | ถือ | | SAPPE | 28.00 | -1% | ถือ |
ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |