เมื่อพูดถึงหุ้นใหญ่ที่ราคาแทบไม่ไปไหนตลอดหลายปีที่ผ่านมา หลายคนคงนึกถึงหุ้น บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร(CPF) หรือ "น้องหวี" คนดีของใครหลายๆคนนั่นเอง จากสถิติ 10 ปีล่าสุด (ปี 54 - 64) พบว่า หากใครก็ตาม ที่หาญกล้าถือหุ้น CPF มายาวนานขนาดนั้น จะเป็นผู้โชคดี ได้รับผลตอบแทนราคาหุ้นติดลบถึง 22.72% เลยทีเดียว...
ฉายาน้อง"หวี" มีที่มาจากกราฟราคาหุ้น CPF ที่มีรูปทรงคล้ายคลึงกับ"แปรงหวีผม" ซึ่งเกิดจากการเคลื่อนไหวแบบ ขึ้นลงแค่ 1 - 2 ช่อง แล้วกลับมาอยู่ที่จุดเดิม หรือแทบจะไม่เคลื่อนไหวไปไหนเลย แม้จะมีข่าวดีออกมาหนุนราคาหุ้นแค่ไหนก็ตาม
จากสถิติ 10 ปีย้อนหลัง พบว่า ราคาหุ้น CPF มักเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 25 บาทบวกลบ ยืนหนึ่งอยู่แถวๆนี้ตลอด แม้ว่าในอดีตจะเคยมีช่วงเวลาพีค ราคาปรับตัวขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 42.25 บาท แต่นั่นก็นานนับเกือบ 10 ปีมาแล้ว ปัจจุบัน"น้องหวี" ก็ไม่ทำให้พี่ๆนักลงทุนผิดหวัง ยังคงคาแรกเตอร์เหนียวแน่น "น้องหวี 4 ไม้ 100" (ไม้ละ 25 บาท)
ประเด็นที่อยากจะชวนทุกคนมาคุยกันวันนี้ คือ ทำไมตลอดหลายปีที่ผ่านมา ราคาหุ้น CPF ถึงไม่ไปไหนเลย? เป็นเพราะอะไร เราลองมาวิเคราะห์ร่วมกันนะ ...
1. เป็นหุ้นขนาดใหญ่ มีจำนวนหุ้นสูงถึง 8.6 พันล้านหุ้น และมีผู้ถือหุ้นรายย่อย 7.6 หมื่นราย คิดเป็นฟรีโฟลท(Free float)สูงถึง 45.49% ซึ่งการจะทำให้หุ้นไซส์"บิ๊กเบิ้ม"และ ฟรีโฟลท เยอะขนาดนี้ เคลื่อนไหวไปตามที่ใจต้องการ ต้องอาศัยพลังเงินมหาศาล จากนักลงทุนกระเป๋าหนัก อย่าง"กองทุน หรือ ฝรั่ง" ช่วยไล่ซื้อโดยพร้อมเพรียงกัน ถึงจะเป็นผลสำเร็จ ลำพังแค่รายย่อยไล่ช้อน คงไม่ต่างจากการ"เข็นครกขึ้นภูเขา"
2. แต่"กองทุน - ฝรั่ง" กลับลดน้ำหนักลงทุนเป็นระยะๆ ซึ่งหากไปเปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นย้อนหลังของ CPF ไม่ต้องไกลมากก็ได้ แค่ช่วงต้นปี 64 ถึงปลายปี 64 พบว่า ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ"น้องหวี" 10 อันดับแรก ที่เป็น "กองทุน และ ฝรั่ง" พากันลดน้ำหนักลงทุนในหุ้น CPF กันถ้วนหน้า
เช่น ไทยเอ็นวีดีอาร์ ที่ปิดสมุดรอบล่าสุดปลายปี 64 เหลือถือ CPF อยู่ 5.61% เทียบกับต้นปี ถืออยู่ในสัดส่วน 7.32% หรือแม้แต่ STATE STREET EUROPE LIMITED และ SOUTH EAST ASIA UK (TYPE C) NOMINEES LIMITED ก็ต่างพากันลดน้ำหนักลงทุนในหุ้น CPF ไปบ้างแล้ว
3. อาจเกิดการวัดพลัง ของนักลงทุนเน้นคุณค่า (VI) กับ นักลงทุนตามเทรนด์ขาขึ้นของตลาด (MI) ซึ่งเมื่อราคาหุ้น CPF ปรับตัวลงมาในกรอบราคาที่นักลงทุน VI เห็นว่าคุ้มค่ากับการเข้าลงทุนแล้ว กลุ่มคนพวกนี้ก็จะเข้าไปซื้อหุ้น ทำให้ราคาหุ้น CPF ปรับตัวขึ้นมาได้ และเมื่อราคาหุ้นขึ้นมาสักพัก สิ่งที่ตามมาก็คือ กลุ่มคนที่ทำตัวเป็นนักลงทุนประเภท MI ก็จะชิงขายหุ้น CPF ทำกำไรก่อน เพื่อลดความเสี่ยง ซึ่งอาจเป็นอีกเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้ CPF ไม่หลุดพ้นจากวงจร"น้องหวี"สักที
4. ธุรกิจ CPF เติบโตช้า กำไรผันผวนตามสไตล์หุ้นโภคภัณฑ์ ถ้าลองเข้าไปดูงบการเงินย้อนหลังของ"น้องหวี" จะพบว่า รายได้ในช่วง 4 - 5 ปีที่ผ่านมา จะทรงตัวอยู่ในระดับ 5 แสนล้านบาท บวกลบนิดหน่อย แต่กำไรสุทธิกลับมีความผันผวนมาก ตั้งแต่ระดับ 1-3 หมื่นล้านบาท ขึ้นอยู่กับการควบคุมต้นทุน และราคาเนื้อหมู-เนื้อไก่ ที่เป็นสินค้าหลัก (สัดส่วน 47% ของรายได้ทั้งหมด) ว่าแต่ละปีราคาจะปรับขึ้นลงเท่าไร
แถมราคาเนื้อหมู และ เนื้อไก่ ยังสามารถถูกควบคุมจากรัฐบาลได้อีกด้วย จึงทำให้การเติบโตของ CPF ในรูปแบบ Growth Stock เกิดขึ้นได้ยากมาก ส่งผลให้นักลงทุนหลายคนให้ค่า P/E "น้องหวี" ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นนั่นเอง 5. มูลค่าทางบัญชี(บุ๊คแวลู) ของ CPF อยู่ที่ 24.90 บาท นี่ก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ราคาหุ้น CPF ถึงมักอยู่ในกรอบ 25 บาทบวกลบ เพราะราคาแถวๆ 25 บาท เมื่อเทียบกับบุ๊คแวลูแล้ว ถือว่าเป็นราคาที่นักลงทุนไม่เสียเปรียบ อธิบายง่ายๆคือ หากบริษัทประกาศเลิกทำธุรกิจในวันนี้ จะต้องนำทรัพย์สินทั้งหมดออกไปขาย เพื่อนำเงินไปชำระหนี้ทั้งหมดก่อน หลังจากนั้นก็ยังเหลือเงินเอามาแบ่งให้ผู้ถือหุ้นทุกคนที่ 24.90 บาท/หุ้น/คน ทำให้หลายคนมองว่า ณ ราคา 4 ไม้ 100 นี้ ยังพอแบกรับความเสี่ยงได้ ดังนั้นที่ราคาแถวๆ 25 บาทนี้ จึงเป็นเหมือน"พนักพิง"ให้กับนักลงทุนทุกคน ไม่ว่าราคาจะขึ้นไปสูงขนาดไหน แต่พอถึงจังหวะที่ต้องดิ่งพสุธา ก็จะมีราคา 25 บาท เป็นที่ไปเสมอๆ
ถึงกระนั้นก็ตาม เราอย่าได้ดูแคลน"น้องหวี"เด็ดขาด! เพราะแม้การลงทุนในหุ้น CPF ระยะยาว เพื่อหวังกำไรจากการเปลี่ยนแปลงราคาหุ้น (Capital Gain)จะไม่น่าสนใจ เมื่ออ้างอิงสถิติราคาหุ้น 10 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ใช่ว่านักลงทุนจะหาประโยชน์จากหุ้น CPF ไม่ได้เลย เพราะ CPF ยังมีจุดเด่น คือ เป็นบริษัทที่พื้นฐานแข็งแกร่ง และมีรายได้สม่ำเสมอ ทำให้หมดห่วงเรื่องการจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น และถึงแม้กำไรรายปีจะผันผวนขนาดไหน แต่"น้องหวี"มีกำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรรเลย อยู่สูงถึง 1.17 แสนล้านบาท ทำให้การจ่ายปันผลเป็นเรื่องชิลๆไปเลย โดยสถิติ 4 ปีที่ผ่านมา CPF จ่ายเงินปันผล ให้กับผู้ถือหุ้นราวปีละ 0.60 - 1 บาท/หุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทน(Dividend Yield)เฉลี่ย 3-4% ต่อปี ซึ่งถือว่าน่าพอใจสำหรับใครหลายคนเลยนะ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยเงินฝากในปัจจุบันที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แพ้เงินเฟ้อตั้งแต่ในมุ้ง เอาจริงๆ ถ้าเรามองมุมนี้ "น้องหวี"ของเราก็ถือว่าใช้ได้เลยเนอะ!
ไม่รู้ว่าวันนี้นักลงทุนจะได้คำตอบมั๊ยว่าทำไมราคาหุ้น CPF ถึงไปไม่ถึงไหน! แต่อย่างน้อยเราก็ได้เรียนรู้ว่า การตัดสินใจเลือกหุ้น นอกจากจะต้องศึกษาปัจจัยพื้นฐานของบริษัทที่เราสนใจเป็นอย่างดีแล้ว อีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ เราต้องศึกษาพฤติกรรมของหุ้นที่สนใจด้วยว่ามีอาการแบบไหน?
เหมือนกับ "น้องหวี" ที่ราคาหุ้นคงคาแรกเตอร์ "ทรงๆ" นักลงทุนระยะยาวจึงคาดหวังกำไรจากราคาหุ้นลำบาก อาจจะต้องไปหวังกับผลตอบแทนจากเงินปันผลแทน ในทางกลับกันก็อาจจะมีหุ้นที่แตกต่างกับ"น้องหวี"โดยสิ้นเชิง คือ ปันผลน้อยนิด แต่ราคาหุ้นเติบโตต่อเนื่อง(แต่จะหาเจอมั๊ย?) ซึ่งความเสี่ยง และความคาดหวังผลตอบแทนย่อมแตกต่างกัน ส่วนใครจะชอบแบบไหนก็ขึ้นอยู่กับจริตและแนวทางบริหารพอร์ตของแต่ละคน ซึ่งไม่มีผิดถูก ถ้าปลายทางยังทำให้พอร์ตของเรามีกำไรและเติบโตต่อไปได้!! |