SCB กำไรไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 10,676 ล้านบาท ลด 11.4% จากปีก่อน หลังขาดทุนมูลค่าบอนด์ ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมโต 6.2% พร้อมคงเป้าสินเชื่อโตเน้นคุณภาพสูง เดินหน้า AI–Virtual Bank บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB เปิดเผยผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2569 บริษัทมีกำไร 10,676.92 ล้านบาท ลดลง 11.44% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไร 12,056.25 ล้านบาท สาเหตุหลักจากผลขาดทุนจากการวัดมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในตราสารหนี้ ตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับสูงขึ้น ขณะที่รายได้จากธุรกิจหลักยังมีเสถียรภาพ โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิปรับตัวดีขึ้น รายได้ค่าธรรมเนียมทรงตัวในระดับสูง ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลง และการตั้งสำรองปรับลดลงตามคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 27,452 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.5% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ปรับดีขึ้นมาอยู่ที่ 3.07% ขณะที่สินเชื่อขยายตัว 2.4% จากสิ้นปีก่อน สอดคล้องกับแนวทางการเติบโต ซึ่งนำโดยสินเชื่อลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ และสินเชื่อดิจิทัลของกลุ่ม Gen2 รายได้ค่าธรรมเนียมและอื่นๆ อยู่ที่ 11,498 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.2% จากปีก่อน และเติบโต 12.8% ในงวด 9 เดือนแรก ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายทั้งปี ด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอยู่ที่ 16,363 ล้านบาท ลดลง 4% จากไตรมาสก่อนหน้า และ 6.3% จากปีก่อน สะท้อนการยกระดับประสิทธิภาพด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และระบบอัตโนมัติตลอดกระบวนการทำงานของบริษัทในกลุ่ม ขณะที่งวด 9 เดือน มีกำไรสุทธิ 31,989.04 ล้านบาท ลดลง 14.34% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 37,344.41 ล้านบาท ทั้งนี้ เป้าหมายปี 2569 ใน 9 เดือนแรก สินเชื่อเติบโต 2.4% จากสิ้นปี 2568 ซึ่งยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมาย การเติบโตของกลุ่มที่ระดับตัวเลขหลักเดียวระดับต่ำถึงกลาง การขยายสินเชื่อยังคงเป็นไปอย่างคัดสรร โดยได้รับแรงสนับสนุนหลักจากการเติบโตของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีคุณภาพเครดิตสูง สำหรับช่วงที่เหลือของปีนี้ กลุ่มจะยังดำเนินแนวทางการเติบโตอย่างระมัดระวัง โดยมุ่งขยายสินเชื่อในกลุ่มลูกค้าที่มีความสามารถในการรับมือกับภาวะเศรษฐกิจและกลุ่มสินเชื่อที่มีคุณภาพสูง ในระยะข้างหน้า กลุ่มคาดว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิจะยังอยู่ภายในกรอบเป้าหมาย โดยยังคงให้ความสำคัญกับการขยายสินเชื่อในกลุ่มลูกค้าคุณภาพสูงและการบริหารต้นทุนอย่างรอบคอบ สำหรับเป้าหมายปี 2569 คาดว่า ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิจะอยู่ที่ 3-3.2% อัตราการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียม จะอยู่ที่ตัวเลขหลักเดียวระดับกลางถึงสูง อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ ระดับต่ำถึงกลางของ 40% และอัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อที่ 1.35-1.55% นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริษัท บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB ระบุว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาสนี้ สะท้อนว่าความผันผวนได้กลายเป็นบริบทสำคัญของการดำเนินธุรกิจที่ไม่ใช่เรื่องชั่วคราวอีกต่อไป ทั้งจากตลาดการเงินและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังคงกระจุกตัวในภาคการส่งออกที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่ภาคครัวเรือนและผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากยังเผชิญแรงกดดัน อย่างไรก็ตาม ธุรกิจหลักของกลุ่มยังมีเสถียรภาพ ภายใต้สามแนวทางสำคัญ ได้แก่ การเติบโตอย่างมีคุณภาพ การขยายฐานรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย และการบริหารคุณภาพสินทรัพย์เชิงรุก ขณะเดียวกัน ได้เตรียมความพร้อมเชิงรุกเพื่อรองรับภูมิทัศน์ทางการเงินที่เปลี่ยนแปลง ทั้งการนำ AI มาใช้ยกระดับการให้บริการและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานทั่วทั้งกลุ่ม รวมถึงการเตรียมเปิดให้บริการธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับเสถียรภาพของระบบและประสบการณ์ของลูกค้า สำหรับการเปลี่ยนผ่านผู้นำองค์กร นายอารักษ์ สุธีวงศ์ จะเข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มเอสซีบีเอกซ์ ในวันที่ 1 ม.ค. 2570 โดยได้ทำงานกันอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมในทุกมิติ ให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่นและต่อเนื่อง พร้อมสานต่อทิศทางเชิงกลยุทธ์ของกลุ่ม เพื่อสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย โบรกฯ ประเมินงบ Q3/69 ที่ 10.8-11.5 พันลบ. สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมองคาดการณ์งบการเงินจากบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่เผยแพร่ล่าสุด ที่เกี่ยวกับหุ้น SCB ดังนี้ ที่มา : บล.ฟิลลิป, บล.ทรีนีตี้, บล.กรุงศรี - บล.ฟิลลิป ประเมินงบ Q3/69 ที่ 11.5 พันล้านบาท (ราคาเป้าหมาย 163.00 บาท)
- บล.ทรีนีตี้ ประเมินงบ Q3/69 ที่ 11.3 พันล้านบาท (ราคาเป้าหมาย 150.00 บาท)
- บล.กรุงศรี ประเมินงบ Q3/69 ที่ 10.8 พันล้านบาท (ราคาเป้าหมาย 155.00 บาท)
อนึ่ง ข้อมูลจากบริษัทหลักทรัพย์ดังกล่าว เป็นข้อมูลคาดการณ์งบการเงิน ก่อนที่บริษัทจะประกาศผลประกอบการ ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์อาจมีการปรับประมาณการ หรืออัพเดทข้อมูลหลังจากได้ข้อมูลอย่างเป็นทางการ . |