| | | สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -30 ม.ค. 62 17:34 น.
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศของไทยระยะ 5 ปีข้างหน้านี้ (2566) มีโอกาสเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดขึ้นไปอยู่ระดับ 1 ใน 4 ของยอดขายรถยนต์รวมต่อปีทั้งประเทศ หรือ 240,000 คัน หนุนจำนวนผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าแตะ 4.3 แสนลูก - ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศของไทยระยะ 5 ปีข้างหน้านี้ มีโอกาสเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดขึ้นไปอยู่ระดับ 1 ใน 4 ของยอดขายรถยนต์รวมต่อปีทั้งประเทศ หรือคิดเป็นประมาณ 240,000 คัน โดยมีโครงการรถยนต์อีโค-ไฮบริด และไมลด์ไฮบริด ที่น่าจะเป็นตัวช่วยผลักดันให้เกิดการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในระยะแรก และในปี 2566 ซึ่งการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเริ่มเข้าใกล้จุดที่เต็มอัตราการผลิตนั้น จำนวนแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่ต้องผลิตออกมาเพื่อรองรับตลาดในประเทศนี้คาดว่าจะมีปริมาณอย่างน้อย 260,000 ลูก - ปี 2562 นี้เป็นปีที่ตลาดรถยนต์ใช้พลังงานไฟฟ้าในไทยมีแนวโน้มเติบโตขึ้นไปอีกระดับ หลังค่ายรถรายใหญ่เกือบทุกรายที่มีการผลิตรถยนต์ในประเทศได้ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนประกอบรถยนต์ไฟฟ้าจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเป็นที่เรียบร้อยก่อนครบกำหนดไปเมื่อสิ้นปี 2561 และในปีนี้เราก็จะได้เห็นถึงทิศทางการลงทุนขนานใหญ่ที่เพิ่มมากขึ้นในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งหนึ่งในการลงทุนที่สำคัญและจะเกิดขึ้นอย่างชัดเจน คือ กิจกรรมการผลิตแบตเตอรี่ โดยเฉพาะเพื่อรองรับต่อความต้องการใช้ของรถยนต์ไฟฟ้าที่จะผลิตขึ้นในไทย โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองแนวโน้มอุตสาหกรรมการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าในไทยไว้ดังรายละเอียดต่อไปนี้ - เนื่องจากค่ายรถที่มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนสำหรับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่มีการระบุถึงการลงทุนเกี่ยวกับแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าด้วย ดังนั้นจากทิศทางการเติบโตของปริมาณรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศดังคาดการณ์ข้างต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าในปี 2566 หรือปีที่ 5 นับจากปี 2562 นี้ ซึ่งน่าจะเป็นปีที่กำลังการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของหลายค่ายเริ่มเข้าใกล้สู่อัตราการผลิตอย่างเต็มกำลังการผลิตแล้วนั้น ส่งผลให้จำนวนแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่ต้องผลิต ออกมาเพื่อรองรับความต้องการของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเฉพาะในประเทศ คาดว่าจะมีปริมาณอย่างน้อยถึง 260,000 ลูก โดยแบ่งเป็นแบตเตอรี่สำหรับใช้ในสายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (OEM) สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่ขายในประเทศอย่างน้อย 240,000 ลูก และแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่เป็นอะไหล่ (REM) สำหรับขายในประเทศอีกอย่างน้อย 20,000 ลูก ซึ่งเหล่านี้เป็นเพียงแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่คาดว่าจะผลิตเพื่อรองรับตลาดในประเทศเท่านั้น อย่างไรก็ตามศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าของไทยจะไม่ได้มีขึ้นเพียงเพื่อรองรับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่ขายแต่ในประเทศ แต่จะมีการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าเพื่อรองรับตลาดส่งออกด้วย - สำหรับการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าในไทย ความจำเป็นในการผลิตนั้นไม่ได้มีเพียงความต้องการแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าสำหรับตลาด OEM และ REM เพื่อรองรับรถยนต์ที่ใช้ในประเทศเท่านั้น ทว่าความต้องการใช้แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าในไทยยังรวมถึงแบตเตอรี่สำหรับตลาดส่งออก ซึ่งรวมถึงแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า OEM สำหรับประกอบในรถยนต์ไฟฟ้าที่ไทยผลิตเพื่อส่งออก แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าชนิด OEM ที่ส่งออกโดยตรงไปยังตลาดต่างประเทศที่มีการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่ REM สำหรับส่งออกไปยังประเทศที่มีการใช้รถยนต์ไฟฟ้าด้วย ทั้งนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าสำหรับตลาดส่งออกในปี 2566 คาดว่าจะมีปริมาณไม่น้อยกว่า 170,000 ลูก ซึ่งนับเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 40 ของปริมาณการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้ารวมของไทยในปี 2566 - แม้ปัจจุบันตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยจะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่จากทิศทางการให้ความสำคัญกับประเทศไทยโดยค่ายรถหลายค่ายต่างมีแผนเข้ามาลงทุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าในไทย ทำให้โอกาสในระยะยาวสำหรับธุรกิจผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยยังเปิดอยู่มาก ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ณ ปี 2566 ไทยน่าจะมีการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าไม่ต่ำกว่า 430,000 ลูก คิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 3 ของตลาดแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าโลก ส่งผลให้ไทยกลายมาเป็นผู้นำฐานการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน และโอเชียเนีย รวมถึงเป็นฐานการผลิตใหญ่อันดับ 4 ของภูมิภาคเอเชียได้ในอนาคต นอกจากนี้ การลงทุนในชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้าในระยะข้างหน้าของไทยอาจจะขยายรวมไปถึงการลงทุนในชิ้นส่วนอื่นๆที่เกี่ยวข้องตามมา |
|
|