RATCH มั่นใจผลงานครึ่งปีหลังโต รับ COD โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในฟิลิปปินส์และโรงไฟฟ้าพลังน้ำในเวียดนาม แย้มเจรจากลุ่มธุรกิจ Data Center ขายไฟจากโรงไฟฟ้าราชบุรี ตั้งเป้า EBITDA ปีนี้เติบโตระดับ 15,000 ลบ. พร้อมอัดงบลงทุนปีนี้ 10,000 ลบ. จ่อชงบอร์ดพิจารณาจ่ายเงินปันผลภายในวันที่ 25 ส.ค.นี้ นายนิทัศน์ วรพนพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH เปิดเผยว่าบริษัทคาดว่าผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลังจะเติบโตกว่าช่วงครึ่งปีแรก เนื่องจากบริษัทจะมีโรงไฟฟ้าอยู่ระหว่างการก่อสร้างและแล้วเสร็จในช่วงไตรมาส 4/69 จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ NPSI ในประเทศฟิลิปปินส์ ขนาดกำลังการผลิตรวม 145 MW (กำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น 71.05 MW) และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำซองเกียง 1 ในประเทศเวียดนาม ขนาดกำลังการผลิต 5.5 MW รวมถึงบริษัทยังมีแผนพิจารณาขายทรัพย์สินของโรงไฟฟ้าราชบุรีออกไป หากนโยบายกำกับดูแลธุรกิจ Data Center ของรัฐไม่เกิดขึ้น
ทั้งนี้ยอมรับปัจจุบันบริษัทยังอยู่ระหว่างการจัดทำโมเดลธุรกิจใหม่สำหรับพัฒนาพื้นที่โรงไฟฟ้าราชบุรี โดยมี 2 แนวทาง ได้แก่ การขายไฟฟ้าป้อนให้กับธุรกิจ Data Center หรือขายทรัพย์สินบางส่วนของโรงไฟฟ้าออกไป ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจากับผู้ประกอบการธุรกิจ Data Center ระดับไฮเปอร์สเกลเลอร์หลายราย ภายหลังโครงการโรงไฟฟ้าราชบุรีที่มีสัญญา PPA กำลังจะหมดอายุลง บริษัทตั้งเป้า EBITDA ปีนี้จะทำได้ระดับ 15,000 ล้านบาทได้อย่างแน่นอน หลังจากในช่วงครึ่งปีแรกสามารถทำได้แล้วประมาณ 7,620 ล้านบาท และคาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังโครงการใหม่ๆที่เข้ามาช่วยหนุนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เตรียมงบลงทุนปีนี้ไว้ประมาณ 10,000 ล้านบาท ซึ่งแบ่งออกเป็นเงินลงทุนสำหรับพัฒนาโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างตามแผน (Pipeline) ประมาณ 4,000 ล้านบาท และเงินสำรองสำหรับดีล M&A ประมาณ 3,000 ล้านบาท รวมถึงเงินที่เตรียมไว้ลงทุนในธุรกิจใหม่ราว 3,000 ล้านบาท ด้านการลงทุนบริษัทได้เตรียมความพร้อมสำหรับการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของไทย โดยตั้งเป้าหมายที่จะเข้าร่วมประมูลโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ครอบคลุมทั้งโครงการโซลาร์ชุมชน โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โครงการโรงไฟฟ้าพลังลม และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล ขณะเดียวกันบริษัทฯ ก็สนใจที่โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงเปลี่ยนผ่าน (Transition Energy) เพื่อรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ โดยบริษัทได้ดำเนินการสรรหาพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับเป็นที่ตั้งโครงการ รวมทั้งเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน ส่วนแผนการเข้าลงทุนในโครงการใหม่ (M&A) บริษัทยังมองโอกาสการลงทุนในอินโดนีเซียตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของอินโดนีเซีย (RUPTL) โดยได้เตรียมแผนโครงการส่วนขยายของโรงไฟฟ้าไพตัน ในชวาตะวันออก ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม ขนาด 1,000 MW เพราะมีความพร้อมทั้งด้านพื้นที่และศักยภาพในการเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าชวา-บาหลี รวมถึงยังได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนโครงการขยายกำลังผลิตเครื่องยนต์ก๊าซ (Gas Engine) ขนาด 200 MW และโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมพร้อมระบบทำความเย็น กำลังการผลิต 140 MW ในเมืองบาตัมด้วย ขณะที่บริษัทมีแผนขยายการลงทุนในโรงไฟฟ้าชีวมวลในประเทศญี่ปุ่นเพิ่มเติม จากเดิมที่มีกำลังผลิตอยู่ราว 2.02 MW เนื่องจากมองภาวะเศรษฐกิจประเทศญี่ปุ่นยังเติบโตได้ ประกอบกับจังหวะที่ค่าเงินเยนอ่อนค่าลง จึงกลายเป็นที่มาให้บริษัทอยากเข้าไปลงทุนมากขึ้น สำหรับการลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ บริษัทยังมีความก้าวหน้าในการเจรจาเข้าร่วมลงทุนโครงการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ในประเทศตุรกี ซึ่งมีกำลังผลิต 100,000 ตันต่อปี โดยเบื้องต้นอยู่ระหว่างเรื่องสัดส่วนการถือหุ้นและราคาซื้อขายหุ้น ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนภายได้ในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า นอกจากนี้บริษัทเตรียมเสนอที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด)พิจารณาจ่ายเงินปันผลงวดระหว่างกาลภายในวันที่ 25 ส.ค.นี้ “บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนธุรกิจตามแนวทางกลยุทธ์ที่กำหนด เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมาย EBITDA ให้ได้ถึง 15,000 ล้านบาท พร้อมทั้งยังได้จัดสรรงบลงทุนไว้จำนวน 10,000 ล้านบาทเพื่อใช้ลงทุนในโครงการเดิมที่ลงทุนแล้ว และโครงการใหม่ ๆ ซึ่งการดำเนินงานในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา โครงการที่อยู่ในมือ (Pipeline) มีความก้าวหน้าเป็นที่น่าพอใจและยังได้ขับเคลื่อนโรดแมปการลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ด้วย” นายนิทัศน์ กล่าว ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |