ASP เปิด 3 ปัจจัยฉุดหุ้นไทยไม่น่าลงทุน ทำต่างชาติหันลงทุนตลาดหุ้นใหญ่ ชี้ดัชนีหลุด 1,300 จุด เป็นจุดต่ำสุดของปีแล้ว จากความกังวลสงครามการค้า ซ้่ำเติมในช่วงเวลาที่ตลาดเปราะบาง มองเป้าสิ้นปีแตะ 1,520 จุด ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเชีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASP เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทย หลังหลุด 1,300 จุด ให้น้ำหนักที่ปัจจัยในประเทศมากกว่า ส่วนปัจจัยภายนอกไม่ใช่ปัจจัยหลัก เพราะได้รับผลกระทบกันทุกประเทศ โดยปัจจัยในประเทศ ได้แก่ 1. ไม่ค่อยมีธุรกิจเกิดใหม่ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา 2. เป็นนักลงทุนหน้าเดิม และลงทุนวิธีการเดิม (Old Investments) เช่น IPO หุ้นเล็กๆ จัดสรรหุ้นไปให้นักลงทุนรายใหญ่ ทำราคาเปิด ทำให้รายย่อยติดหุ้น พอมีความเสียหายจากการลงทุนก็ไม่มีเงินลงทุนต่อ 3.ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนเติบโตไม่มาก ขณะที่ธุรกิจ New S-Curve ไม่ค่อยมี จึงมีการผลักดันเอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ขึ้นมา ทั้งนี้ มองแรงขายต่างชาติค่อยๆ ชะลอแล้ว ยกเว้นเงินลงทุนระยะยาวที่ลงทุนในธุรกิจไทย แต่ที่เห็นแรงขายในตลาดหุ้นส่วนหนึ่งเป็นกองทุน LTF ที่ครบกำหนดอายุ แต่ที่เงินลงทุนต่างชาติ หันไปลงทุนตลาดใหญ่ อย่าง สหรัฐ ญี่ปุ่น ดีกว่า "ทิศทางหุ้นไทยหลังจากนี้ คาดหวังให้ผลประกอบการบจ.ดีขึ้น บ้านเรายังมีกลุ่มธนาคารมีผลประกอบการดี มีกำไรดีมาก เป็นตัวช่วย หุ้นสื่อสาร นิคมอุตสาหกรรม ธุรกิจอาหารบางประเภทยังถูก หุ้นดีๆ ยังมีอยู่แต่เงินที่จะลงทุนไม่มี ตอนนี้ลุ้นให้ผลประกอบการ ไตรมาส 1/68 ดีขึ้น" 
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส (ASPS) เปิดเผยว่า เป้าหมาย SET Index ปี 68 กรอบบนน่าจะอยู่ที่ 1,520 จุด ส่วนกรอบล่าง 1,270 จุด ในแง่ปัจจัยพื้นฐานไม่ควรหลุด 1,300 จุด แต่ถ้าหลุด ทางเทคนิคมอง 1,270 จุด ไม่ควรหลุด น่าจะเป็นจุดต่ำสุดของปี ทั้งนี้มองว่าจากนี้ไม่น่าจะมีสถานการณ์ที่แย่ไปกว่านี้แล้ว หลังสงครามการค้าที่เริ่มแล้ว ทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวลงแรง จากนี้เชื่อว่าตลาดหุ้นจะค่อยๆ ปรับขึ้น เช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ที่มีเรื่องชอร์ตเซล และสัปดาห์ก่อนที่มีความกังวลเกี่ยวกับหุ้น บริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL จนเกิดแรงเทขายอย่างหนัก ทั้งนี้หุ้นที่ลงแรง มองโอกาสสำหรับนักลงทุนรับความเสี่ยงได้ทยอยซื้อสะสมเพื่อลงทุนในระยะกลางถึงยาว "วันนี้ที่หุ้นร่วงแรงเป็นแรงกดดันจากเทรดวอร์ที่เข้ามาในช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นบ้านเราเปราะบางทำให้ดัชนีถูกกดดันต่อ และความกังวลเรื่อง CPALL ที่เวลาแจ้งตลาดแล้วยังไม่ชัดเจน ทำให้กลายเป็นประเด็น และคนไม่แน่ใจถ้าบริษัทชี้แจงไม่ชัดเจน ก็เป็นหน้าที่ของแต่ละคนที่จะตีความกันเอง" ส่วนภาพรวมการลงทุนปีนี้ จากเศรษฐกิจไทยในปี 68 มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง มาจากความคาดหวังการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ แต่ต้องจับตาในครึ่งปีหลัง ขึ้นอยู่กับมาตรการต่างๆ ที่ออกมามีความต่อเนื่องหรือไม่ เพราะจะทำให้เกิดความกังวลต่อการขยายตัวเศรษฐกิจได้ ส่วนทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่เป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญ ตลาดการเงินมองว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจะยังไม่รีบปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในไตรมาส 1/68 จากความกังวลต่อเงินเฟ้อ ทำให้คาดการณ์ดอกเบี้ยในไทยอาจปรับลง 1 ครั้ง ในครึ่งหลังของปี "ไตรมาส 1-2 คาดเศรษฐกิจไปได้ ถ้าไตรมาส 3 เทรดวอร์กระทบมาถึงไทยและเป็นช่วงท้ายของปีงบประมาณ อาจเป็นภาวะที่ขาดช่วงของมาตรการ ที่กังวลคือช่วงไตรมาส 3 ไม่แน่ใจ แต่ไตรมาส 4 เป็นช่วงเริ่มปีงบประมาณก็จะกลับมาคึกคักได้" คำแนะนำ เลือกหุ้นที่ P/BV ต่ำ หุ้นที่มีกำไรต่อเนื่อง มี Dividend Yield สูง เช่น หุ้นกลุ่มธนาคารที่มี Dividend Yield 5% ขึ้นไป แนะทยอยซื้อได้ |