NEX ส่งสัญญาณฟื้นตัวครึ่งปีหลัง รับอานิสงส์ยอดสั่งซื้อรถหัวลากไฟฟ้า - เตรียมส่งมอบรถรุ่นใหม่เต็มสูบ เร่งปลดล็อกสต็อก 1,200 ลบ. และบริหารลูกหนี้การค้า 2,300ลบ. หมุนกลับเป็น กระแสเงินสด ด้านโครงการส่งมอบรถโดยสาร ขสมก. 1,520 คัน ยังคงเดินหน้าตามแผน On Track เตรียมทยอยส่งมอบล็อตใหญ่ครบภายในครึ่งแรกปี 70
นายเอกพจน์ สกุลพลไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านบัญชีและการเงิน บริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NEX เปิดเผยในงาน Earnings Call โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้
บริษัทฯ เดินหน้าขยายธุรกิจรถไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (Commercial EV) อย่างต่อเนื่อง พร้อมมุ่งบริหารผลประกอบการให้เติบโตควบคู่กับการยกระดับอัตรากำไรและกระแสเงินสด โดยมองแนวโน้มครึ่งปีหลังมีโอกาสเติบโตดีกว่าครึ่งปีแรก จากคำสั่งซื้อที่เข้ามาใหม่ โดยเฉพาะรถหัวลากไฟฟ้า รวมถึงการทยอยส่งมอบรถรุ่นใหม่
โดยยอดขายรถในช่วงครึ่งปีหลังจะมากกว่า 2 ไตรมาสที่ผ่านมา โดยปัจจุบันมี Pipeline ลูกค้าเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะรถหัวลากไฟฟ้าที่เริ่มตอบโจทย์ผู้ประกอบการขนส่งมากขึ้น รวมถึงมีแผนส่งมอบรถให้กับลูกค้ากลุ่ม Operator รายใหญ่ที่เป็นลูกค้าที่มีชื่อเสียง (Well-Known Customer) ในช่วงครึ่งปีหลัง
นอกจากนี้ การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่จะเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนยอดขาย โดยเฉพาะ Cargo Van หรือ Van Tastic EV ซึ่งเริ่มส่งมอบให้ลูกค้าแล้ว และจะทยอยส่งมอบเพิ่มเติมในไตรมาส 3-4 ขณะที่รถ MPV พรีเมียม 7 ที่นั่ง รุ่น BW M8 Flagship ซึ่งเปิดตัวในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ตั้งเป้ายอดขายปีแรกประมาณ 1,000 คัน โดยคาดว่าจะเริ่มส่งมอบช่วงปลายไตรมาส 3 ต่อเนื่องไตรมาส 4
ส่วน Sinotruk ซึ่ง NEX ได้รับสิทธิเป็น Exclusive Dealer ในประเทศไทย จะเข้ามาเสริมพอร์ตในกลุ่มรถบรรทุก 4 ล้อและ 6 ล้อ และคาดว่าจะเริ่มส่งมอบได้ในไตรมาส 4 ปีนี้
เสริมพอร์ตครบทุกเซ็กเมนต์ ดันรายได้หลากหลาย โดย NEX มุ่งขยายพอร์ต Commercial EV ให้ครอบคลุมตั้งแต่รถขนาดเล็ก ขนาดกลาง ไปจนถึงรถขนาดใหญ่ รวมถึงรถสำหรับกลุ่ม Corporate โดยการเข้าซื้อกิจการ Thai EV ซึ่งปัจจุบันดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว จะช่วยเติมเต็มผลิตภัณฑ์ในกลุ่มรถ EV ขนาดเล็กและขนาดกลาง รวมถึงเพิ่มช่องทางการขายและฐานลูกค้าเดิมของ Thai EV ทั้งนี้ดีลดังกล่าวมีมูลค่า 149.95 ล้านบาท และใช้วิธีแลกหุ้น (Share Swap) ทำให้ NEX ไม่ต้องใช้เงินสดในการเข้าซื้อกิจการ และไม่จำเป็นต้องก่อหนี้หรือมีภาระดอกเบี้ยเพิ่มเติม
สำหรับโครงการรถโดยสารไฟฟ้าขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จำนวน 1,520 คัน ปัจจุบันโครงการอยู่ในกรอบเวลาที่บริษัทวางไว้ หลังได้รับ Notice to Proceed ตั้งแต่เดือนมีนาคม โดย Prototype แล้วเสร็จ และอยู่ระหว่างติดตั้งอุปกรณ์และตรวจสอบตาม TOR
โดยบริษัทฯ คาดว่าจะทยอยส่งมอบรถทั้ง 3 ช่วงภายในครึ่งแรกของปี 2570 โดยผู้บริหารระบุว่าโครงการยังอยู่ในสถานะ “On Track” และจะให้ความสำคัญกับการผลิตและส่งมอบให้ทันตามกำหนด เนื่องจากเป็นภาระตามสัญญาที่บริษัทต้องดำเนินการให้สำเร็จตาม Milestone
เร่งทำกำไร-เก็บเงินลูกหนี้ ลดสต๊อก สร้างฐานเติบโตระยะยาว
สำหรับทิศทางในระยะต่อไป ผู้บริหารวาง 6 แกนหลัก ได้แก่ การเร่งสร้างยอดขายควบคู่กับการทำกำไร การเพิ่มประสิทธิภาพกระแสเงินสด การบริหารลูกหนี้การค้า การลดสินค้าคงคลัง การส่งมอบรถโครงการ ขสมก. ให้เป็นไปตามสัญญา และการเติมผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมตลาดมากขึ้น
โดยเฉพาะการบริหารลูกหนี้การค้า (AR) และสินค้าคงคลัง ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 2,300 ล้านบาท และ 1,200 ล้านบาท ตามลำดับ บริษัทจะเร่งติดตามการชำระเงินจากลูกค้า รวมถึงบริหารรถในสต๊อกให้สามารถขายออกไปยัง End User ได้มากขึ้น เพื่อเปลี่ยนสินทรัพย์ดังกล่าวให้กลับมาเป็นกระแสเงินสด
ส่วนแผนระยะ 5 ปี บริษัทเปิดกว้างต่อโอกาสการลงทุนและการร่วมลงทุนในธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าหรือธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง โดยจะพิจารณาเป็นรายดีลจากประโยชน์ที่บริษัทจะได้รับ ขณะที่กลยุทธ์หลักยังคงมุ่งเน้น Commercial EV พร้อมเดินหน้าหาผลิตภัณฑ์ใหม่และพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ให้ตอบโจทย์ตลาดมากขึ้น
ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews
|