SJWD ปรับตัวสู้วิกฤติขาดแคลนน้ำมัน พร้อมเดินหน้าวางกลยุทธ์สร้างแบรนด์ผ่านแคมเปญใหญ่ ปูพรมสื่อสาร 3 เดือน สร้างความเชื่อมั่นลูกค้า ตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าใหม่ทั้ง B2B และ B2C นายบรรณ เกษมทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SJWD เปิดเผยว่า การดำเนินธุรกิจโลจิสติกส์และซัพพลายเชนในช่วง 4-5 เดือนแรกของปีนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่มีความท้าทาย เนื่องจากต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนน้ำมันในบางพื้นที่และราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ สามารถจัดหาน้ำมันและรถขนส่งให้เพียงพอต่อความต้องการ จึงสามารถก้าวข้ามอุปสรรคและให้บริการแก่ลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงสามารถขยายฐานลูกค้าใหม่ที่ติดต่อเข้ามาในช่วงเวลาดังกล่าว สะท้อนถึงศักยภาพการบริการด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนและความเชื่อมั่นในแบรนด์จากลูกค้า ซึ่งมาจากการปรับตัวที่รวดเร็วและการนำเสนอโซลูชันด้านโลจิสติกส์เพื่อช่วยลูกค้าแก้ไขปัญหาด้านการขนส่ง ตลอดจนการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาใช้ติดตามตรวจเช็กสถานะการจัดส่งสินค้าและเพิ่มประสิทธิภาพบริหารรถขนส่งเที่ยวไป-กลับ บริษัทเดินหน้าทำแบรนด์แคมเปญ “เรื่องโลจิสติกส์ ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ” เพื่อสื่อสารและสร้างการรับรู้ไปยังลูกค้ากลุ่มผู้ประกอบการ (B2B) ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง, อาหาร, รถยนต์, ธุรกิจที่ต้องการขยายไปในอาเซียน ฯลฯ และกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป (B2C) โดยต่อยอดการสื่อสารจากปีที่ผ่านมาซึ่งเป็นการสัมภาษณ์ผ่านลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการชั้นนำจากอุตสาหกรรมต่าง ๆ สู่การสื่อสารผ่านผู้เชี่ยวชาญในแวดวงธุรกิจและนักกีฬาที่มีชื่อเสียง “จากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้นำเสนอโซลูชันเพื่อช่วยลูกค้าแก้ไขปัญหาการขนส่งสินค้า เช่น การนำเสนอบริการขนส่งสินค้าหลากหลายรูปแบบ (Multimodal Transportation) ทั้งทางรถ ทางทะเล ทางราง และทางอากาศ เพื่อสามารถขนส่งและกระจายสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้ หรือการจัดส่งสินค้าด้วยรถขนส่งควบคุมอุณหภูมิเพื่อคงคุณภาพความสดใหม่ของสินค้าและจัดส่งถึงปลายทางตรงเวลา รวมถึงการใช้รถหัวลากไฟฟ้าในการขนส่งเพิ่มมากขึ้น” นายบรรณ กล่าว นายชนินทร์ บัณฑิตกฤษดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม SJWD กล่าวว่า บริษัทฯ วางแผนสื่อสารแคมเปญดังกล่าวเป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม–กรกฎาคม 2569 เพื่อสร้างการรับรู้และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทฯ มุ่งสร้างการรับรู้ว่า “โลจิสติกส์” ไม่ใช่เพียงเรื่องของการขนส่ง แต่เป็นส่วนสำคัญของการดำเนินธุรกิจในโลกที่มีความไม่แน่นอนสูงขึ้น และจำเป็นต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ SCGJWD ในฐานะผู้ให้บริการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนครบวงจรระดับอาเซียน พร้อมนำประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และโซลูชันที่ยืดหยุ่น มาช่วยให้ลูกค้ารับมือกับทุกความเปลี่ยนแปลง และสามารถเดินหน้าธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องในทุกสถานการณ์ สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมองจากบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่เผยแพร่ล่าสุด ที่เกี่ยวกับหุ้น SJWD จาก efin.finance ดังนี้ ที่มา : บล.ทิสโก้, บล.เอเซียพลัส ปัจจัยบวก แนวโน้มผลประกอบการปี 2569 มีทิศทางที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยฝ่ายวิจัยคาดการณ์กำไรปี ประมาณ 1,225 ล้านบาท เติบโต 4.5% YoY ซึ่งยังไม่นับรวมกำไรพิเศษจากการขายสินทรัพย์เข้ากอง REIT (บล.เอเซียพลัส) บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ 10% ในปี 2569 จากการขยายตัวของธุรกิจหลัก เช่น คลังสินค้าทั่วไป คลังสินค้าแช่เย็น และการขนส่งแบบ B2B จากกิจกรรมของ SCG และ CPAC ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงแผนการลดค่าใช้จ่าย SG&A ลงราว 60 - 100 ล้านบาท และการรีไฟแนนซ์เพื่อลดต้นทุนทางการเงิน (บล.ทิสโก้) มีแผนปลดล็อกเงินทุนเพื่อเสริมความยืดหยุ่นทางการเงิน โดยการขายสินทรัพย์ 3-4 รายการให้กับ Alpha REIT ในช่วง Q3/69 ถึง Q4/69 ซึ่งจะช่วยสร้างกระแสเงินสดและเพิ่มทุนสำหรับการขยายธุรกิจในอนาคต (บล.ทิสโก้) ธุรกิจคลังสินค้าและห้องเย็นได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากการส่งออกที่ชะลอตัว ทำให้มีปริมาณสินค้ารอจัดเก็บมากขึ้น โดยเฉพาะคลังสินค้าที่แหลมฉบัง ส่งผลให้ยังคงรักษาอัตราการใช้พื้นที่ (Occupancy Rate) ไว้ได้ในระดับสูง (บล.เอเซียพลัส) การปรับตัวและบริหารจัดการต้นทุนพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยปรับรอบการคิดค่าขนส่งกับลูกค้าจากรายเดือนเป็นรายสัปดาห์ เพื่อให้สะท้อนต้นทุนน้ำมันที่แท้จริงได้ทันสถานการณ์ และใช้กลยุทธ์จับคู่เที่ยวกลับเพื่อลดรถเที่ยวเปล่า (บล.เอเซียพลัส) ปัจจัยลบ ปริมาณการขนส่งข้ามพรมแดนได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดและความขัดแย้งบริเวณชายแดนในกัมพูชา ส่งผลให้รายได้ในส่วนนี้ปรับตัวลดลง (บล.ทิสโก้, บล.เอเซียพลัส) เผชิญความเสี่ยงจากวิกฤติพลังงาน ราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้น และภาวะขาดแคลนน้ำมันในบางพื้นที่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการกองรถขนส่งที่มีมากกว่า 14,000 คัน และสร้างความผันผวนต่อต้นทุนรวม (บล.เอเซียพลัส) ความเสี่ยงจากปริมาณงานขนส่งกลุ่ม B2B ที่อาจอ่อนตัวลงตามภาคการผลิต โดยเริ่มเห็นสัญญาณเบื้องต้นจากการหยุดผลิตของโรงงานระยองโอเลฟินส์ของ SCC ซึ่งสะท้อนความเปราะบางของอุตสาหกรรมเคมี และอาจกลายเป็น Downside ต่อประมาณการกำไรปี 2569 หากสถานการณ์ยืดเยื้อ (บล.เอเซียพลัส) ต้องการ คำแนะนำ / ราคาเป้าหมาย หรือ ข้อมูลอื่นๆ ของหุ้น SJWD เพิ่มเติม เข้าไปที่ https://url.in.th/w-efin-stocknews |