GUNKUL – LH Bank ลงนามสัญญาสินเชื่อสีเขียว 1,000 ล้านบาท เดินหน้าลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด รับเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero Emissions ของประเทศ แย้มมีโครงการอยู่ระหว่างการพัฒนาลงทุนและรอรับรู้รายได้อยู่ราวกว่า 1,400 เมกะวัตต์ ดร. กัลกุล ดำรงปิยวุฒิ์ ประธานกรรมการบริษัท บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL ลงนามในสัญญา กับธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH Bank เพื่อรับการสนับสนุนวงเงินสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืน (Sustainability-Linked Loan) มูลค่ารวม 1,000 ล้านบาท ต่อยอดศักยภาพในการขับเคลื่อนโครงการพลังงานสีเขียวและโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศ “การได้รับการสนับสนุนในรูปแบบ Sustainability-Linked Loan วงเงิน 1,000 ล้านบาทในครั้งนี้ บริษัทฯ จะสามารถนำมาต่อยอดสร้างการเติบโตจากการลงทุนและพัฒนาโครงการพลังงานสะอาดทั้งในไทยและต่างประเทศ" GUNKUL ที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาลงทุนและรอรับรู้รายได้อยู่ราวกว่า 1,400 เมกะวัตต์ อาทิ โครงการพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมในประเทศที่มีแผนทยอยดำเนินการเชิงพาณิชย์ช่วงปี 2570 – 2573 รวมถึงโครงการโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์แบบทุ่นลอยน้ำที่ฟิลิปปินส์ ซึ่งมีกำหนดดำเนินการเชิงพาณิชย์ปลายปี 2570 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจระลอกใหม่ในการขยายการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดในประเทศ สอดคล้องกับแผน PDP 2026 ที่จะมุ่งเน้นเพิ่มอัตราส่วนโรงไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนความมุ่งมั่นของ GUNKUL ในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ตอบโจทย์เป้าหมาย Net Zero ของประเทศ นายมาร์ค เฉิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มลูกค้าธุรกิจ LH Bank กล่าวว่า ธนาคารให้การสนับสนุนสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืน (Sustainability-Linked Loan) วงเงิน 1,000 ล้านบาท แก่ LH Bank เพื่อขับเคลื่อนบริการทางการเงินเพื่อความยั่งยืนแก่ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดย GUNKUL เป็นผู้นำธุรกิจพลังงานสะอาดที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของ LH Bank ที่พร้อมส่งเสริมการลงทุนในโครงการที่ช่วยเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สำหรับสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืน นับเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ของการผนึกกำลังระหว่างภาคธุรกิจพลังงานสะอาดและสถาบันการเงิน ที่ไม่เพียงช่วยเสริมสร้างศักยภาพด้านเงินทุนให้กับผู้ประกอบการ แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับกรอบมาตรฐาน Thailand Taxonomy ที่สถาบันการเงินไทยหลายแห่งนำมาใช้เป็นเกณฑ์พิจารณาสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนในปัจจุบัน เพื่อสนับสนุนโครงการที่สร้างผลลัพธ์เชิงบวกด้านสิ่งแวดล้อม ความร่วมมือระหว่าง GUNKUL และ LH Bank ในครั้งนี้ สะท้อนความเชื่อมั่นในศักยภาพของบริษัทฯ ในฐานะผู้ประกอบการพลังงานสีเขียวที่มีพอร์ตโฟลิโอโครงการพลังงานหมุนเวียนรวมกว่า 2,121 เมกะวัตต์ และประสบการณ์ด้านวิศวกรรมพลังงานยาวนานกว่า 40 ปี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เงินทุนที่ได้รับถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายในระยะยาว สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ ในการเป็นพาร์ตเนอร์ด้านพลังงานสีเขียวและโครงสร้างพื้นฐานของภูมิภาค สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมองจากบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่เผยแพร่ล่าสุด ที่เกี่ยวกับหุ้น GUNKUL จาก efin.finance ดังนี้ ที่มา : บล.หยวนต้า (ประเทศไทย), บล.บัวหลวง, บล.กรุงศรี ปัจจัยบวก การปิดดีลลงทุนถือหุ้น 40% ในโครงการ Floating Solar ในฟิลิปปินส์ กำลังการผลิตตามสัดส่วน 784 MWe หนุนการเติบโตของกำลังการผลิตไฟฟ้าเฉลี่ย 34% CAGR พร้อมโอกาสต่อยอดโครงการเฟส 2 อีก 224 MWe ในอนาคต (บล.หยวนต้า (ประเทศไทย), บล.กรุงศรี) คาดการณ์ส่วนแบ่งกำไรจากโครงการ Floating Solar ในฟิลิปปินส์สูงถึง 792 - 1,200 ล้านบาท/ปี (หรือคิดเป็นกำไรราว 1.5 - 1.6 ล้านบาท/MW) โดยเริ่ม COD ช่วงปลาย Q4/70 และรับรู้ผลเต็มปีแรกในปี 2571 ช่วยทดแทนรายได้ Adder โรงไฟฟ้าลมที่จะหมดอายุ โครงการในฟิลิปปินส์มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) อายูยาว 20 ปี ในอัตราคงที่ 3.53 บาท/หน่วย ซึ่งสูงกว่า FiT ของไทยราว 63% และได้รับสิทธิประโยชน์ Green Lane ช่วยเร่งรัดกระบวนการอนุญาตจากภาครัฐ รูปแบบการลงทุน JV ช่วยขยายกำลังการผลิตได้โดยไม่เพิ่มภาระหนี้ในงบดุล ขณะที่ธุรกิจ Solar rooftop ได้รับแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ และยังมี Pipeline โครงการพลังงานหมุนเวียนรวมถึงงาน EPC รองรับการเติบโตต่อเนื่อง ราคาหุ้นปัจจุบันยังไม่สะท้อนมูลค่าโครงการใหม่และ Upside จากโครงการเฟส 2 ส่งผลให้โบรกเกอร์ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 5.00 - 8.70 บาท ปัจจัยลบ โครงการ Floating Solar ในฟิลิปปินส์ใช้มูลค่าการลงทุนสูงถึง 7,500 ล้านบาท (หรือราว 30 - 35 ล้านบาท/MW) และมีภาระต้นทุนหนี้หรืออัตราดอกเบี้ยในระดับ 7 - 8% รายได้ Adder ของโรงไฟฟ้าลมโคราชและมิตรภาพจะหมดอายุลงตั้งแต่ปี 2571 เป็นต้นไป ทำให้ต้องพึ่งพากำไรจากโครงการใหม่เข้ามาทดแทน ยังต้องรอติดตามความชัดเจนของ Backlog งาน EPC ทั้งสายส่งและโรงไฟฟ้า ซึ่งจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก (Key Driver) ในช่วงปี 2570 - 2571 ต้องการ คำแนะนำ / ราคาเป้าหมาย หรือ ข้อมูลอื่นๆ ของหุ้น GUNKUL เพิ่มเติม เข้าไปที่ https://url.in.th/w-efin-stocknews |