สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AEONTS จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 9 ก.ค.69 ชื่อโบรก | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย (บาท) | บล.ทิสโก้ | ซื้อ | 136.00 | บล.ยูโอบีเคย์เฮียน | ซื้อ | 125.00 | บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส | ซื้อ | 123.00 | บล.กรุงศรี | ซื้อ | 120.00 | บล.หยวนต้า(ประเทศไทย) | ซื้อ | 118.00 | บล.พาย | ถือ | 108.00 | บล.ฟิลลิป | ทยอยซื้อ | 106.00 |
สรุปปัจจัยบวก + + กำไรสุทธิไตรมาส 1 (1Q26 / 1Q27 / 1Q69) อยู่ที่ 793 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 2.7 - 3% YoY ซึ่งผลประกอบการออกมาดีกว่าที่ตลาดและ consensus คาดไว้ราว 6% และดีกว่าบางโบรกเกอร์คาดถึง 9% (บล.ทิสโก้, บล.หยวนต้า(ประเทศไทย), บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.กรุงศรี, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ฟิลลิป, บล.พาย) + ค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองหนี้สูญ (ECL / Credit cost) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้ง YoY และ QoQ โดย Credit Cost ลงมาอยู่ที่กรอบ 7.6 - 7.95% (ต่ำกว่าไตรมาสก่อนที่ 8.28%) จากอานิสงส์การกลับรายการสำรองส่วนเพิ่มของฝ่ายบริหาร (Management Overlay) ที่เคยตั้งไว้ (บล.ทิสโก้, บล.หยวนต้า(ประเทศไทย), บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.กรุงศรี, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ฟิลลิป, บล.พาย) + คุณภาพสินทรัพย์โดยรวมยังแข็งแกร่งและบริหารจัดการได้ดี โดยมูลค่าหนี้เสีย (NPLs) ลดลง 0.2% QoQ มาอยู่ที่ราว 4.78 - 4.8 พันล้านบาท คาดว่าคุณภาพสินทรัพย์ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว (บล.ทิสโก้, บล.กรุงศรี, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ฟิลลิป) + อัตราส่วนเงินสำรองต่อหนี้เสีย (Coverage Ratio) ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งในกรอบ 168.7 - 169% (บล.ทิสโก้, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.พาย) + สินเชื่อเช่าซื้อยังสามารถขยายตัวได้อย่างโดดเด่น โดยเติบโตเพิ่มขึ้น 2.1% QoQ และ 17.8% YoY แตะระดับ 11.1 พันล้านบาท (บล.ทิสโก้, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ฟิลลิป) + รายได้จากการติดตามหนี้สูญได้รับคืนปรับตัวเพิ่มขึ้น 9.3% YoY อยู่ที่ 619 ล้านบาท (บล.ทิสโก้, บล.ฟิลลิป, บล.พาย) + ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) รวมถึงค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) และต้นทุนทางการเงินปรับตัวลดลงจากการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ โดย OPEX ลดลง 0.4% YoY และ 4.5% QoQ (บล.ทิสโก้, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส) + มีปัจจัยหนุนระยะสั้นจากโครงการซื้อหุ้นคืนรอบที่ 2 วงเงินไม่เกิน 300 ล้านบาท (จำนวน 2.5 ล้านหุ้น) ซึ่งเมื่อรวมสะสมแล้วคิดเป็น 2% ของหุ้นทั้งหมด ช่วยหนุนและจำกัดความเสี่ยงขาลงของราคาหุ้น (บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.กรุงศรี, บล.พาย) + คาดการณ์แนวโน้มกำไรสุทธิในไตรมาส 2 (2Q26 / 2Q27) มีโอกาสเติบโตขึ้นทั้ง YoY และ QoQ จากการตั้งสำรองที่ผ่อนคลายต่อเนื่อง และการกลับมาบันทึกกำไรจากการขายหนี้เสีย (NPL Sale) ที่มักจะเกิดขึ้นในไตรมาส 2 และ 4 (บล.ทิสโก้, บล.หยวนต้า(ประเทศไทย)) + อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) มีความน่าสนใจและสม่ำเสมอ โดยคาดว่าจะจ่ายเงินปันผลในอัตราหุ้นละ 5.50 บาท หรือคิดเป็นอัตราผลตอบแทนไม่ต่ำกว่า 5.3% (บล.ทิสโก้, บล.หยวนต้า(ประเทศไทย), บล.กรุงศรี, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ฟิลลิป, บล.พาย) สรุปปัจจัยลบ -
- การเติบโตของพอร์ตสินเชื่อรวมยังคงอ่อนแอและหดตัวลงต่อเนื่อง โดยภาพรวมสินเชื่อรวมลดลง 0.9% QoQ และ 3.9% YoY เหลือ 85.4 พันล้านบาท จากการที่บริษัทเพิ่มความเข้มงวดรัดกุมในการปล่อยสินเชื่อเพื่อบริหารความเสี่ยง (บล.ทิสโก้, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ฟิลลิป, บล.พาย) - สินเชื่อหลักสองประเภทหดตัวลงอย่างชัดเจน โดยสินเชื่อบุคคลลดลง 0.8% QoQ และ 4.4% YoY เหลือ 4.06 หมื่นล้านบาท และสินเชื่อบัตรเครดิตลดลง 2.1% QoQ และ 9.1% YoY เหลือ 3.34 หมื่นล้านบาท (บล.ทิสโก้, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ฟิลลิป, บล.พาย) - รายได้ดอกเบี้ยรับและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ถูกกดดันจากการหดตัวของพอร์ตสินเชื่อและผลตอบแทนสินเชื่อที่ลดลง โดยรายได้ดอกเบี้ยรวมลดลง 2.7% QoQ และ 6.3% YoY เหลือ 4.18 พันล้านบาท ขณะที่ NIM ลดลงมาอยู่ที่ 17.3% (ลดลง 34 bps YoY และ 23 bps QoQ) (บล.ทิสโก้, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.พาย) - อัตราส่วน NPL Ratio ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 5.59% (จากเดิม 5.55% ในไตรมาสก่อน) แม้มูลค่าหนี้เสียที่เป็นตัวเงินจะลดลง แต่สัดส่วนเปอร์เซ็นต์เพิ่มขึ้นเนื่องจากฐานพอร์ตสินเชื่อรวมมีขนาดเล็กลง (บล.ทิสโก้, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ฟิลลิป, บล.พาย) - อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ (Cost-to-Income Ratio) ดีดตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 44.0% จาก 42.7% ในไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากรายได้รวมปรับตัวลดลงในอัตราที่เร็วกว่าการลดลงของค่าใช้จ่าย (บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส) - สินเชื่อกลุ่ม Stage 2 ปรับตัวเพิ่มขึ้นขยับมาอยู่ที่ 2.88 - 2.9% จาก 2.69% ในไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงของลูกหนี้ที่เพิ่มขึ้น (บล.ทิสโก้, บล.พาย) - บริษัทมีความจำเป็นต้องตั้งสำรองเพิ่มเติมเพื่อรองรับความเสี่ยงเฉพาะด้าน เช่น พอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อ ความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจในประเทศกัมพูชา และความเสี่ยงจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นตามความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ (บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส) - ภาพรวมรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) ในไตรมาสนี้หดตัวลงแรงถึง 21.5% QoQ เนื่องจากไม่มีการบันทึกกำไรพิเศษจากการขายหนี้เสีย (NPL Sale) เหมือนในไตรมาสก่อนหน้า และรายได้จากการติดตามหนี้สินลดลง QoQ (บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.พาย) - กำไรในระยะยาวช่วงปี 2026-2027 มีแนวโน้มเติบโตชะลอตัวลงอยู่ในระดับต่ำเพียง 1.7 - 2.5% ส่งผลให้ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) มีแนวโน้มปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 11.2% และ 10.7% ตามลำดับ (บล.พาย) ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |