CIMBT มั่นใจพอร์ตสินเชื่อคงค้างของลูกค้ารายใหญ่สิ้นปีนี้แตะ 1 แสนล้านบาท จากปัจจุบัน 9 หมื่นล้านบาท มอง 3 ตลาดน่าลงทุนสุดในขณะนี้ มาเลย์ - อินโดฯ และ สิงคโปร์ พร้อมเปิด 4 เมกะเทรนด์ที่ต้องจับตา ฟากเศรษฐกิจไทยมองความเสี่ยงยังเพียบ อาจกดดันให้โตไม่ถึง 2.3% หวังดิจิทัลวอลเล็ต - ธปท.ลดดอกเบี้ยช่วยกระตุ้น นายวุธว์ ธนิตติราภรณ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บรรษัทธุรกิจและธุรกรรมการเงิน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด(มหาชน) หรือ CIMBT เปิดเผยว่า สินเชื่อคงค้างรายใหญ่ของธนาคาร ปัจจุบันอยู่ที่ 9 หมื่นล้านบาท จากสิ้นปี 66 ที่อยู่ 8 หมื่นล้านบาท โดยสิ้นปีนี้คาดสินเชื่อคงค้างรายใหญ่จะอยู่ที่ 1 แสนล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารให้สินเชื่อลูกค้ารายใหญ่ไปลงทุนในต่างประเทศ ไม่ว่าจะป็นการซื้อกิจการ หรือ ร่วมลงทุน ไปแล้ว 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ และ มีดีลอยู่ในมืออีก 300-500 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยประเทศที่ไปลงทุน คือ สิงค์โปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และ กัมพูชา ในขณะที่นักลงทุนต่างประเทศมาลงทุนในประเทศ คิดเป็นมูลค่า 300 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับหนี้ที่มิก่อให้เกิดรายได้(NPL) รายใหญ่ ปัจจุบันอยู่ที่ 1.7% จากสิ้นปีก่อนที่อยู่ 2% โดยธนาคารไม่ได้มีการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้ารายใหญ่ที่มีปัญหา ซึ่งธนาคารมีกระบวนการอนุมัติสินเชื่อที่เข้มงวด และ ติดตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป *** ชู 3 ตลาดน่าลงทุนสุด มาเลย์ - อินโดฯ และ สิงคโปร์ อย่างไรก็ตาม สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ทำให้การพึ่งพาทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนลดลง และ หันมาทำการค้ากับประเทศอื่นๆ ที่มีศักยภาพมากขึ้น ซึ่งถือเป็นการเปิดโอกาสให้กับผู้ประกอบการในกลุ่มประเทศอาเซียนได้ทำธุรกิจกับคู่ค้าใหม่ๆ ในตลาดโลกมากขึ้น เนื่องจากอุปสงค์ของทางสหรัฐ และ ของโลกยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นโอกาสสำคัญให้กับผู้ประกอบการในประเทศไทยที่มีความพร้อมได้มีโอกาสที่จะเติบโต และ ขยายธุรกิจในกลุ่มประเทศอาเซียนเช่นเดียวกัน โดยประเทศปลายทางที่น่าลงทุนที่สุดตอนนี้ ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ เริ่มจาก มาเลเซีย ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่คนไทยเข้าถึงง่ายที่สุด กำลังโดดเด่นในภาคบริการ และการผลิตสินค้าที่อาศัยเทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น เป็นตลาดที่มีโอกาสเติบโตในอนาคต โดยปี 2566 มีเงินลงทุนไหลเข้ามาเลเซียกว่า 3.29 แสนล้านริงกิต เติบโตสูงขึ้น 23% จากปีก่อนหน้า นับเป็นมูลค่าสูงสุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ ส่วนสินค้าส่งออกของมาเลเซียหลักๆ คือ ผลิตภัณฑ์ไฟฟ้า และ อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ น้ำมันปาล์ม และ อุปกรณ์โทรคมนาคม ถัดมาอินโดนีเซีย ที่มีจุดเด่นเรื่องของการเติบโตของประชากรที่ปัจจุบันมีกว่า 280 ล้านคน และ มีการเติบโตของ GDP อย่างต่อเนื่อง ทำให้มีแนวโน้มความต้องการสินค้าอุปโภค และ บริโภคมากขึ้นเรื่อยๆ ในปี 2566 อินโดนีเซียบันทึกเงินลงทุนไหลเข้า จำนวน 4.75 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 6% โดยแหล่ง FDI ใหญ่ที่สุดของอินโดนีเซียได้แก่ สิงคโปร์ จีน และ ฮ่องกง โดยอุตสาหกรรมโลหะพื้นฐานได้รับ FDI เยอะที่สุด สินค้าส่งออกหลักของอินโดนีเซีย คือ ถ่านหิน น้ำมันปาล์ม เหล็ก และ เหล็กกล้า สิงคโปร์ ที่เป็นศูนย์กลางการเงินและการค้าของภูมิภาค ในปี 2566 สิงคโปร์ มี FDI มูลค่าสูงถึง 2.14 แสนล้าน สิงคโปร์ดอลลาร์ เติบโต 10% สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของทุนจดทะเบียนและกำไรสะสม โดยประเทศที่มีการลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ จีน ญี่ปุ่น และ ฮ่องกง โดยส่วนแบ่งตลาดใหญ่ที่สุดของ FDI อยู่ในภาคบริการทางการเงิน และ การประกันภัย ส่วนสินค้าส่งออกหลัก คือ ปิโตรเลียม เครื่องจักร และเคมีภัณฑ์ สำหรับประเทศไทยช่วงเดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2567 นักลงทุนต่างชาติและในประเทศยื่นคำขอส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพิ่มขึ้น 35% มูลค่ารวม 4.58 แสนล้านบาท โดยในครึ่งแรกของปี 2567 ภาคอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ครองอันดับหนึ่งด้วยมูลค่าการลงทุน 1.39 แสนล้านบาท (30.5% ของมูลค่าการขอลงทุนรวมของ BOI) รองลงมา คือ ภาคยานยนต์ 3.99 หมื่นล้านบาท (8.7% ของมูลค่ารวม) และ เกษตรกรรมขั้นสูง 3.31 หมื่นล้านบาท (7.2% ของมูลค่ารวม) *** เปิด 4 เมกะเทรนด์ที่ต้องจับตา
ทั้งนี้ ในส่วนของ Mega Trend ที่น่าจับตามองในช่วงนี้มี 4 กลุ่มหลักได้แก่ 1. Sustainability หรือการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน โดยที่ผ่านมาจะเห็นตลาดเกิดใหม่ไม่ว่าในเรื่องของพลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้า หรือ ผลิตภัณฑ์รีไซเคิล เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง 2. AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ ที่สามารถนำมาพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และ การผลิตได้ในทุกภาคส่วน ทำให้เกิดความต้องการที่เติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างต่อเนื่อง 3. Food Security หรือ ความมั่นคงทางอาหารเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ประเทศใหญ่ๆ หันมาให้ความสำคัญกันมาก โดยเฉพาะประเทศที่มีประชากรและ การเติบโตของประชากรสูง 4. Consumer Behavior หรือ พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่เน้นเรื่องของความสะดวกรวดเร็ว และ เข้าถึงแหล่งข้อมูลของสินค้าที่ต้องการโดยง่าย ทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวให้เหมาะกับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยสรุปเทรนด์ที่กำลังมาบวกกับจุดเด่นของภูมิภาคอาเซียน ทำให้เกิดโอกาสใหม่ๆ ให้ทางภาคธุรกิจอย่างแน่นอน และ CIMB ก็พร้อมให้การสนับสนุน และ ผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตไปในภูมิภาคอาเซียนด้วยกัน ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญที่มี Know-how และ Network ทำงานประสานใกล้ชิดกับคนท้องถิ่นที่รู้จักตลาดเป็นอย่างดีเรียกว่าเป็น ASEAN total solutions *** ห่วงความเสี่ยงเศรษฐกิจยังเยอะ อาจทำจีดีพีปีนี้ไม่ถึง 2.3% ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์โลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า และ การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่กำลังจะมาถึง ดูจะส่งผลต่อการเติบโตใน ASEAN อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าใครจะได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ นโยบายภาพใหญ่ของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ไม่น่าแตกต่าง เพราะนับตั้งแต่เกิดสงครามการค้า สหรัฐขาดดุลการค้ากับจีนลดลงเรื่อยๆ โดยอาเซียนได้รับอานิสงส์จากการเปลี่ยนแปลงนี้ เมื่อจีนส่งออกไปสหรัฐไม่ได้ อิทธิพลการค้าจีนกับอาเซียนเพิ่มเป็นทวีคูณ ขณะเดียวกัน อาเซียนหลายประเทศเกินดุลการค้ากับสหรัฐมากขึ้น แม้แต่สิงคโปร์ที่ขาดดุลการค้ากับสหรัฐก็ขาดดุลลดลง ส่วนสหรัฐก็ขาดดุลการค้ากับอาเซียนมากขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ตาม หากอาเซียนรับมือกับสงครามการค้าครั้งใหม่ได้ไม่ดีพอ การค้าโลกที่มีความเสี่ยงจะลดลงอาจกระทบกับการค้า และ การเชื่อมโยงด้านการลงทุนของอาเซียนได้ อีกทั้ง ประโยชน์ และ ผลกระทบที่แต่ละประเทศจะได้รับขึ้นอยู่กับปัจจัยภายในของแต่ละประเทศ เช่น ความสามารถในการแข่งขัน ความน่าดึงดูดในการลงทุน และ สิ่งอำนวยความสะดวกจากภาครัฐ ในขณะที่ตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทั่วโลก ลดลง 2% สู่ 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2566 ท่ามกลางการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ และ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ถ้าพิจารณาไส้ในพบว่า FDI ในประเทศสมาชิกอาเซียนเพิ่มขึ้น 1% เป็น 2.26 แสนล้านดอลลาร์ สิงคโปร์เป็นประเทศที่ได้รับ FDI มากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามมาด้วย อินโดนีเซีย เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และ ไทย ตามรายงานการลงทุนโลกปี 2567 โดย UNCTAD สะท้อนภาพชัดว่าโลกกำลังย้ายฐานการผลิตมา ASEAN สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยอมรับว่า มีความเสี่ยง และ ความผันผวนมากขึ้น โดยอาจทำให้จีดีพีไทยปีนี้ต่ำกว่า 2.3% ซึ่งสาเหตุหลักมาจากกังวลเศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะถดถอย และ จะกระทบต่อภาคการผลิต และ ส่งออก ตลอดจนการท่องเที่ยว แต่อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามมาตรการจากทางรัฐบาลเพิ่มเติม นอกจากดิจิทัลวอลเล็ต ว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตได้อย่างไร ตลอดจนการลดดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ว่าจะเกิดขึ้นในเดือนธ.ค.นี้หรือไม่ เนื่องจากความเสี่ยงมีมากขึ้น "ความเชื่อมั่นนักลงทุนหายไป สะท้อนได้จากสภาวะตลาดหุ้นไทยที่ร่วงลงต่อเนื่อง และ ลงแรงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ก็ได้แต่หวังว่า มาตรการรัฐจะช่วยให้ฟันด์โฟว์ไหลกลับเข้ามาบ้าง"ดร.อมรเทพ กล่าว *** พร้อมเดินหน้าเป็นตัวกลางการเงินอาเซียน นางสาวปนิดา ตั้งศรีวงษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สถาบันการเงินประเทศไทย และ CLMV ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า การเติบโตของธุรกิจในอาเซียนสิ่งที่ขาดไม่ได้ คือ เม็ดเงินที่จะเข้าไปสนับสนุน ทั้งการเข้าไปลงทุนโดยตรง (direct investment) การลงทุนผ่านหลักทรัพย์ต่างๆ หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ หรือ หุ้นกู้ (indirect investment) อย่างไรตาม ประเทศส่วนใหญ่ในอาเซียน ยังดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนอย่างระมัดระวัง และ มีกฎเกณฑ์ในการเคลื่อนย้ายเงินทุนค่อนข้างเข้มงวด นักลงทุนที่เห็นโอกาสเติบโต จึงมองหาธนาคารที่เข้าใจกฎเกณฑ์เหล่านี้ และ ให้คำแนะนำได้ดีที่สุด อีกทั้ง มีเครื่องมือบริหารความเสี่ยง ดูแลค่าเงิน และ ดอกเบี้ยที่มีความผันผวนสูง ให้ลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง CIMB ตอบทุกความต้องการ นอกจากนี้ CIMB Group และ CIMB THAI ยังได้รับความไว้วางใจในการทำหน้าที่เป็นตัวกลางให้บริการ Cross-border QR Payment ความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่มุ่งเน้นส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยว และ การค้าระหว่างประเทศให้คล่องตัวยิ่งขึ้น ปัจจุบันผู้ที่เดินทางไป 7 ประเทศในอาเซียน (Malaysia, Indonesia, Singapore, Thai, Cambodia, Vietnam, Lao) รวมถึงฮ่องกง และ ญี่ปุ่น ไม่จำเป็นต้องพกเงินสด เพราะสามารถใช้จ่าย โดยสแกน QR ผ่านแอปพลิเคชันของธนาคารในประเทศไทย และ ชำระเงินได้ทันที โดยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เป็นหนึ่งในธนาคารที่ร่วมผลักดันโครงการนี้ ระหว่างไทย-มาเลเซีย และ ไทย-อินโดนีเซีย |