Light Mode
Dark Mode
เลือกวิธีการเข้าใช้งานที่ต้องการ
ยังไม่มีบัญชีใช่ไหม ? สร้างบัญชีฟรี
เลือกวิธีการสมัครสมาชิกที่คุณต้องการ
มีบัญชีอยู่แล้วใช่ไหม ? ลงชื่อเข้าใช้งาน
Ref:
ยังไม่ได้รับรหัส OTP ใช่ไหม ?กด ส่งรหัสใหม่ ได้ใน นาที
เราได้ดำเนินการสร้างบัญชีของคุณเรียบร้อยแล้ว
กรุณากรอกอีเมล
ยังไม่ได้รับรหัส OTP ใช่ไหม ?กด ส่งรหัสใหม่ ได้ใน
เราได้ดำเนินการตั้งรหัสผ่านใหม่ของคุณเรียบร้อยแล้ว
โปรดเปลี่ยนรหัสผ่านใหม่เพื่อความปลอดภัยของท่าน
Share
สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (Bank for International Settlements - BIS) เรียกร้องให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ปรับปรุงวิธีการกำหนดอัตราดอกเบี้ย เพื่อหลีกเลี่ยงความล้มเหลวร่วมกัน ที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
อกุสติน คาร์สเตนส์ (Agustin Carstens) ผู้บริหารของธนาคาร BIS ระบุว่า ได้เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการดังกล่าวตามแผนการทบทวนกรอบนโยบาย ทั้งในสหรัฐฯ และยุโรปในปีนี้ โดยระบุว่า “ประสบการณ์หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างความสมดุลด้านกรอบนโยบาย เพื่อจัดการกับความเสี่ยงจากการพุ่งสูงขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ” พร้อมเสริมว่า “การวิเคราะห์สถานการณ์” แบบแผนภูมิรูปพัด (fan-chart) อาจทำงานได้ดีกว่าวิธีการ “คำแนะนำเชิงนโยบายล่วงหน้า” (forward guidance) ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
ธนาคารกลางยังต้องสามารถตอบสนองอย่างแข็งกร้าว เมื่ออัตราดอกเบี้ยอยู่ใกล้ระดับ 0% แต่ขณะเดียวกันก็ควรใช้ “นโยบายการเงินที่เข้มงวดอย่างเด็ดขาด” เมื่ออัตราเงินเฟ้อกลับมาเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีแนวโน้มที่จะทำให้ความคาดหวังต่อเสถียรภาพของราคาสินค้าไขว้เขว
คณะผู้กำหนดนโยบาย ควรทบทวนแนวทาง “กลยุทธ์ชดเชย” (make-up strategies) ที่ถูกนำมาใช้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นแนวทางที่ให้ธนาคารกลางชดเชยภาวะเงินเฟ้อต่ำเกินไป ด้วยการยอมให้เงินเฟ้อสูงเกินเป้าหมายในช่วงเวลาถัดมา โดยตัวอย่างที่ชัดเจนเกิดขึ้นเมื่อเงินเฟ้อพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 และจากผลกระทบของการที่รัสเซียรุกรานยูเครนในปี 2022 ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานเพิ่มสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายมองว่า นโยบายดังกล่าวเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดวิกฤตค่าครองชีพ ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลชุดก่อนในหลายประเทศ รวมถึงในสหรัฐฯ และยุโรป ต้องประสบความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มแรงกดดันทางการเมืองต่อธนาคารกลางมากขึ้น “ความไม่พอใจของประชาชนที่เกิดขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อสูง แสดงให้เห็นว่าการปล่อยให้เงินเฟ้อเกินเป้าหมาย อาจทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อธนาคารกลาง และอาจถึงขั้นกระทบต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลางได้”
ทั้งนี้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) กำลังดำเนินการทบทวนนโยบาย ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นในช่วงกลางปีนี้ อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 ธนาคารกลาง ยังคงยึดเป้าหมายเงินเฟ้อเดิมที่ระดับ 2% หรือต่ำกว่า 2% ในกรณีของ ECB โดยไม่มีการพิจารณาปรับเปลี่ยน
ที่มา Reuters
แท็กที่เกี่ยวข้อง
เราใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดี และพัฒนาคุณภาพการให้บริการเว็บไซต์ที่ ตรงกับความต้องการของคุณมากยิ่งขึ้น คุณสามารถทราบรายละเอียดเกี่ยวกับคุกกี้ได้ที่ นโยบายการใช้คุกกี้