สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 22 ต.ค. 69
| ชื่อโบรกเกอร์ | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย (บาท) | | บล.กรุงศรี | ซื้อ | 55.00 | | บล.เคจีไอ | ซื้อ | 50.00 | | บล.พาย | ซื้อ | 50.00 | | บล.ดาโอ (ประเทศไทย) | ซื้อ | 50.00 | | บล.เอเซียพลัส | ซื้อ | 48.00 | | บล.ฟิลลิป | ทยอยซื้อ | 46.00 | | บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) | ถือ | 41.20 | | บล.ทรีนีตี้ | ซื้อเมื่ออ่อนตัว | 41.00 | | บล.บัวหลวง | ซื้อ | - |
สรุปปัจจัยบวก (มุมมองของนักวิเคราะห์) + กำไรเติบโตจากไตรมาสก่อน (QoQ) และดีกว่าคาด: กำไรสุทธิ 3Q69 อยู่ที่ระดับ 1.25 - 1.3 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8% - 4% QoQ ซึ่งดีกว่าที่หลายโบรกเกอร์คาดการณ์ไว้ราว 4-10% โดยมีแรงหนุนหลักจากการควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้ดี และค่าใช้จ่ายสำรองหนี้ (Credit Cost) ที่ลดลงเนื่องจากมีการตั้งสำรองส่วนเกินไปค่อนข้างมากแล้ว (บล.ทรีนีตี้, บล.พาย, บล.ฟิลลิป, บล.เคจีไอ, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย), บล.เอเซียพลัส, บล.กรุงศรี, บล.บัวหลวง, บล.ดาโอ (ประเทศไทย)) + พอร์ตสินเชื่อเติบโตโดดเด่น: สินเชื่อรวมขยายตัวได้ดี 0.6% - 1.5% QoQ และเติบโตแข็งแกร่ง 5.1% - 9% YTD/YoY โดยได้แรงหนุนหลักจาก "สินเชื่อภาครัฐ" ซึ่งเป็นสินเชื่อที่มีความเสี่ยงต่ำ รวมถึงสินเชื่อบริษัทขนาดใหญ่และรายย่อย ทำให้ KTB เป็นธนาคารที่ได้ประโยชน์จากโครงการรัฐมากที่สุด (บล.ทรีนีตี้, บล.พาย, บล.ฟิลลิป, บล.เคจีไอ, บล.เอเซียพลัส, บล.กรุงศรี, บล.ดาโอ (ประเทศไทย)) + คุณภาพสินทรัพย์และสำรองแข็งแกร่ง: สัดส่วนหนี้เสีย (NPL) ค่อนข้างทรงตัวที่ระดับ 2.9% - 3.3% ขณะที่สัดส่วนสำรองต่อหนี้สงสัยจะสูญ (Coverage Ratio) อยู่ในระดับสูงและแข็งแกร่งมากที่ 201% - 205.3% ซึ่งสูงกว่ากรอบบริหารจัดการที่ 170% ช่วยเป็นกันชนรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจได้ดี (บล.ทรีนีตี้, บล.พาย, บล.เคจีไอ, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย), บล.เอเซียพลัส, บล.กรุงศรี, บล.ดาโอ (ประเทศไทย)) + รายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตสม่ำเสมอ: รายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิอยู่ที่ราว 6.2 พันล้านบาท (+0.7% - 1% QoQ, +6% - 6.2% YoY) หนุนจากการเติบโตของธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) (บล.เคจีไอ, บล.เอเซียพลัส, บล.ดาโอ (ประเทศไทย)) + ความสามารถในการทำกำไรและปันผลจูงใจ: ROE มีแนวโน้มแข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ที่ระดับ 10% - 10.5% พร้อมคาดการณ์ผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ในระดับสูงประมาณ 4.8% - 6.2% ต่อปี และมีโอกาสจ่ายปันผลพิเศษจากระดับเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง (บล.พาย, บล.ฟิลลิป, บล.เอเซียพลัส, บล.กรุงศรี, บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.ทรีนีตี้) สรุปปัจจัยลบ (มุมมองของนักวิเคราะห์) - กำไรหดตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY): กำไรสุทธิ 3Q69 ลดลง 13.9% - 14% YoY ปัจจัยกดดันหลักมาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลงตามทิศทางส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ที่แคบลง (ลดลงราว 31 bps YoY) จากอัตราผลตอบแทนสินเชื่อที่ลดลง (บล.ทรีนีตี้, บล.พาย, บล.ฟิลลิป, บล.เคจีไอ, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย), บล.เอเซียพลัส, บล.กรุงศรี, บล.บัวหลวง, บล.ดาโอ (ประเทศไทย)) - รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยหดตัว: รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยอ่อนตัวลง 4% - 17.7% โดยมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของกำไรจากเงินลงทุน (FVTPL) ที่ต่ำกว่าคาดตามสภาวะตลาด และส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมที่ลดลง (บล.ทรีนีตี้, บล.พาย, บล.ฟิลลิป, บล.เคจีไอ, บล.เอเซียพลัส, บล.กรุงศรี, บล.บัวหลวง, บล.ดาโอ (ประเทศไทย)) - แนวโน้มกำไรไตรมาส 4 อาจชะลอตัว: มีการคาดการณ์ว่ากำไรในงวด 4Q69 อาจอ่อนตัวลง QoQ (บางโบรกประเมินลดลง 20% QoQ และ 7% YoY) เนื่องจากฐานที่สูงของ FVTPL ในปีก่อนๆ ประกอบกับแนวโน้มค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (Opex) ที่มักจะสูงขึ้นตามฤดูกาลในช่วงปลายปี (บล.ทรีนีตี้, บล.พาย, บล.เอเซียพลัส, บล.บัวหลวง) - NPL ขยับตัวขึ้นเล็กน้อยในบางมุมมอง: แม้ภาพรวมคุณภาพสินทรัพย์จะทรงตัว แต่ NPL มีการขยับตัวเพิ่มสูงขึ้นเล็กน้อยเป็น 2.93% จาก 2.92% ในไตรมาสก่อน (บล.ฟิลลิป, บล.ดาโอ (ประเทศไทย)) - ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจมหภาค: ความกังวลต่อภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ความผันผวนของคุณภาพหนี้ที่อาจแย่ลง รวมถึงความเสี่ยงจากการด้อยค่าของ NPA (บล.ทรีนีตี้, บล.เคจีไอ) . |