สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 21 ต.ค. 69
ชื่อโบรกเกอร์ | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย (บาท) | บล.หยวนต้า(ประเทศไทย) | ซื้อ | 22.50 | บล.บัวหลวง | ซื้อ | 22.00 | บล.ยูโอบีเคย์เฮียน | ซื้อ | 22.00 | บล.เคจีไอ | ซื้อ | 21.80 | บล.ฟิลลิป | ซื้อ | 21.10 | บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) | ซื้อ (Add) | 20.00 | บล.พาย | ซื้อ | 20.00 | บล.ลิเบอเรเตอร์ | ซื้อ | 20.00 |
สรุปปัจจัยบวก + กำไรปกติและกำไรสุทธิไตรมาส 3 เติบโตแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY): คาดกำไรปกติอยู่ที่ราว 809 - 856 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 15.5% - 22.3% YoY) และกำไรสุทธิอยู่ที่ราว 873 - 911 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 24.7% - 30% YoY) ซึ่งออกมาดีกว่าที่หลายโบรกเกอร์ประเมินไว้ก่อนหน้า (บล.หยวนต้า, บล.บัวหลวง, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.เคจีไอ, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนลฯ, บล.ฟิลลิป, บล.พาย, บล.ลิเบอเรเตอร์)
+ อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) แข็งแกร่งและขยายตัว: คาด GPM ไตรมาส 3 อยู่ที่ระดับ 40.1% - 40.5% สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 38.5% จากความสำเร็จในการลดต้นทุน การบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ และผลบวกจากการรวมศูนย์การผลิตที่ จ.อยุธยา (บล.หยวนต้า, บล.บัวหลวง, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.เคจีไอ, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนลฯ, บล.ฟิลลิป, บล.พาย, บล.ลิเบอเรเตอร์)
+ ยอดขายกลุ่มของใช้ส่วนบุคคล (Personal Care) และ Functional Drink เติบโตโดดเด่น: โดยเฉพาะกลุ่มของใช้ส่วนบุคคลที่เติบโตระดับ Double digit (เพิ่มขึ้น 20% - 25% YoY) จากสินค้าใหม่ Babi Mild, Ultra Mild และช่องทาง e-Commerce รวมถึง Functional Drink อย่างกลุ่มวิตามินที่โต Double digit YoY ชดเชยยอดขายกลุ่มอื่นที่อ่อนแอได้ (บล.หยวนต้า, บล.เคจีไอ, บล.ฟิลลิป, บล.พาย, บล.ลิเบอเรเตอร์)
+ มีการบันทึกกำไรพิเศษในไตรมาส 3: คาดมีกำไรพิเศษราว 50 - 70 ล้านบาท จากการขายเครื่องจักรที่ล้าสมัยและอุปกรณ์โรงงานเดิมหลังรวมฐานการผลิต (บล.บัวหลวง, บล.เคจีไอ, บล.ฟิลลิป, บล.ลิเบอเรเตอร์)
+ แนวโน้มไตรมาส 4 ฟื้นตัวเด่นทั้ง QoQ และ YoY: หนุนจากการผ่านพ้นช่วง Low season, ปัญหาน้ำท่วมคลี่คลาย, อุปสงค์ช่วงเทศกาล, มาตรการไทยช่วยไทยพลัส และผลบวกจาก El Niño รวมถึงปัญหาใบอนุญาตนำเข้าในเมียนมาที่คาดว่าจะทยอยคลี่คลาย (บล.หยวนต้า, บล.บัวหลวง, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.เคจีไอ, บล.พาย)
+ มีรายได้ประจำใหม่จากการปล่อยเช่าที่ดิน: การให้ C.P. Axtra (CPAXT) เช่าที่ดิน 45 ไร่ ที่สำนักงานใหญ่หัวหมาก เป็นเวลา 30 ปี คาดจะสร้างกำไรสุทธิจากค่าเช่าได้ราว 45 - 50 ล้านบาทต่อปี ตั้งแต่ ก.พ. 2570 เป็นต้นไป (บล.เคจีไอ)
+ Valuation น่าสนใจและปันผลสูง: หุ้นซื้อขายบน P/E ปีหน้าที่ระดับเพียง 11.9 - 16 เท่า (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่ม) และให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) สูงน่าสนใจในระดับ 5.0% - 6.7% (บล.บัวหลวง, บล.เคจีไอ, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนลฯ, บล.พาย, บล.ลิเบอเรเตอร์)
+ ถูกปรับเพิ่มประมาณการกำไรและราคาเป้าหมาย: โบรกเกอร์มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2569-2571 ขึ้น 5% - 12% เพื่อสะท้อนอัตรากำไรที่ดีกว่าคาด และยอดขายสินค้าในกลุ่ม Personal Care ที่แข็งแกร่ง (บล.บัวหลวง, บล.เคจีไอ, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนลฯ)
สรุปปัจจัยลบ - กำไรไตรมาส 3 หดตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ): กำไรลดลงราว 18% - 26.4% QoQ เนื่องจากเป็นช่วงนอกฤดูกาลขาย (Low season) ของธุรกิจ (บล.หยวนต้า, บล.บัวหลวง, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.เคจีไอ, บล.ฟิลลิป, บล.พาย, บล.ลิเบอเรเตอร์)
- ยอดขายต่างประเทศอ่อนแอ โดยเฉพาะเมียนมา: ยอดขายต่างประเทศลดลง 2% YoY และ 26% - 29% QoQ ได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดใบอนุญาตนำเข้าในเมียนมา, ผลกระทบจากการแปลงค่างบการเงิน (มาตรฐานบัญชีใหม่ TAS 21) และการส่งเงินปันผลกลับประเทศยังมีข้อจำกัดจากมาตรการควบคุมเงินทุน (บล.หยวนต้า, บล.บัวหลวง, บล.เคจีไอ, บล.ฟิลลิป, บล.พาย, บล.ลิเบอเรเตอร์)
- ยอดขายเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศทรงตัว/ชะลอตัว: ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในเดือน ก.ย. และมีการสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดบางส่วน (บล.หยวนต้า, บล.เคจีไอ, บล.ฟิลลิป, บล.พาย)
- แรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้น: อัตรากำไรขั้นต้นไตรมาส 3 ชะลอตัวลงจากไตรมาส 2 (QoQ) เนื่องจากสัดส่วนยอดขายต่างประเทศที่ลดลง ต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น และมีการกลับมาทำโปรโมชั่น/กิจกรรมส่งเสริมการขายที่เพิ่มขึ้น (บล.บัวหลวง, บล.เคจีไอ, บล.ฟิลลิป, บล.พาย, บล.ลิเบอเรเตอร์)
- ความเสี่ยงทางธุรกิจอื่นๆ: การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น, ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว, และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป (บล.เคจีไอ)
. 
|
. |