สำนักข่าว CNBC รายงานว่า Goldman Sachs และ Citigroup เพิ่มเป้าหุ้น SK Hynix ผู้ผลิตชิปสัญชาติเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์รายสำคัญของ Nvidia ภายหลังหุ้นของบริษัท ทะยานกว่า 90% ในปีที่ผ่านมา โดยวอลล์สตรีทคาดว่าจะยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บรรดานักวิเคราะห์อย่างน้อย 19 ราย ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาเป้าหมายหุ้น SK Hynix ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูงรายใหญ่ที่สุดให้กับผลิตภัณฑ์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของ Nvidia โดยชี้ถึงศักยภาพอันมหาศาลของ AI รวมถึงปรับเพิ่มแนวโน้มที่หุ้นจะสร้างผลตอบแทนเหนือความคาดหมายในเดือนนี้ โดย Goldman Sachs ปรับเพิ่มเป้าหมายราคาหุ้นเป็น 290,000 วอน (210 ดอลลาร์สหรัฐ) ในวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งบ่งชี้ว่า ราคาหุ้นมีโอกาสเพิ่มขึ้นอีก 25% จากระดับปิดในวันดังกล่าว ขณะที่ Citigroup ได้ปรับเพิ่มการคาดการณ์เป็น 350,000 วอนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งสูงกว่าราคาปัจจุบันกว่า 50% Roh Jongwon ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Infinity Global Asset Management Co. กล่าวว่า “มูลค่าหุ้นในปัจจุบันยังไม่สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของชิปหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูงอย่างสมบูรณ์” พร้อมกล่าวเสริมว่า “ตลาดกำลังประเมินมูลค่าของ HBM เท่ากับชิปหน่วยความจำแบบดั้งเดิม แต่ความจริงแล้ว HBM ทำกำไรได้มากกว่าเกือบ 2 เท่า” ทั้งนี้ ค่าประมาณการโดยเฉลี่ยที่สำนักข่าวบลูมเบิร์กรวบรวมนั้น คาดว่า SK Hynix จะรายงานกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ 5 ล้านล้านวอน ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 6 ปี โดยบริษัทจะประกาศผลประกอบการในวันที่ 26 ก.ค. นี้ ซึ่งหากเป็นไปตามคาด นั่นแปลว่ายังคงมีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากการขาดทุนในปีที่แล้ว โดยได้แรงหนุนจาการฟื้นตัวของราคาชิปหน่วยความจำ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากความต้องการอุปกรณ์ระดับสูงสำหรับแอปพลิเคชัน AI ทางด้าน Peter Lee หัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยีและการสื่อสารระดับโลกที่ Citigroup Global Markets Korea Securities กล่าวว่า Citi ได้กำหนดราคาเป้าหมายไว้ที่ 350,000 วอน ซึ่งเป็นคาดการณ์ที่มากที่สุดในบรรดานักวิเคราะห์ที่รวบรวมโดยสำนักข่าวบลูมเบิร์ก โดยพิจารณาจากราคานิวไฮก่อนหน้านี้ของหุ้น SK Hynix พร้อมระบุว่า ความต้องการ HBM อาจยังไม่ได้สะท้อนออกมาอย่างเต็มที่ เนื่องจากโลกยังไม่ได้สัมผัสกับขีดความสามารถของ AI อย่างเต็มที่ โดยอ้างอิงถึงการเปิดตัวสมาร์ทโฟนในอดีต โดยชี้ว่า “เนื่องจากสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ตลาดที่ไม่เคยมีมาก่อนในอดีต เราจึงยังมองไม่ออกว่า มันจะเติบโตได้มากน้อยแค่ไหน” ที่มา Bloomberg
|