SCC รายงาน "เอสซีจี เคมิคอลส์" ขายหุ้นสัดส่วน 14.86% ใน 'CAP' ประเทศอินโดฯ มูลค่ากว่า 2.49 หมื่นลบ. หวังช่วยลดภาระทางการเงินและจัดสรรเงินลงทุนไปโครงการเพิ่มการใช้วัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน Long Son Petrochemicals ที่ประเทศเวียดนาม ฟากโบรกฯ มีมุมมองเชิงบวกต่อราคาหุ้น SCC นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC รายงานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เรื่องการจำหน่ายหุ้นใน PT Chandra Asri Pacific Tbk ประเทศอินโดนีเซียของบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) โดยมีรายละเอียดดังนี้ ตามที่ SCC ได้รายงานให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทราบเมื่อวันที่ 11 มิ.ย.68 ว่าบริษัทเอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ที่ SCC ถือหุ้นทั้งหมด อยู่ระหว่างเตรียมการลดสัดส่วนการถือหุ้นสามัญใน PT Chandra Asri Pacific Tbk (CAP) ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซีย (Indonesia Stock Exchange: IDX) นั้น SCC ขอเรียนให้ทราบว่า เมื่อช่วงต้นเดือน มิ.ย.69 SCGC ได้ทยอยจำหน่ายหุ้น CAP ผ่านกระดานหลัก (Main Board) และกระดานซื้อขายรายใหญ่ (Big-Lot Board) ใน IDX รวมจำนวนหุ้นที่จำหน่ายประมาณ 14.86% มีมูลค่าธุรกรรมรวมประมาณ 24,900 ล้านบาท ทั้งนี้ธุรกรรมดังกล่าวจะรับรู้ในงบฐานะการเงินตามมาตรฐานบัญชีที่เกี่ยวข้อง โดยไม่ส่งผลต่องบกำไรขาดทุนของ SCC เนื่องจากปริมาณหุ้น CAP ที่จะจำหน่ายมีจำนวนมากเมื่อเทียบกับสภาพคล่องของหุ้น CAP ใน IDX ตลอดจนสภาวะตลาดทุนโดยรวมของประเทศอินโดนีเซีย SCGC ได้มีความพยายามในการขายหุ้น CAP มาตลอดโดยได้รับคำแนะนำจากที่ปรึกษาทางการเงิน รวมทั้งได้ว่าจ้างผู้ประเมินราคาซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำที่มีความเป็นอิสระเพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางและช่วงระดับราคาที่เหมาะสมเพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัท อีกทั้งได้ให้นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ (Broker) ดำเนินการหาผู้ซื้อหุ้น และเมื่อสภาวะตลาดมีความเหมาะสม จึงได้เริ่มทยอยขายหุ้น CAP ใน IDX ดังที่ได้รายงานไปข้างต้น ภายหลังการทำธุรกรรมครั้งนี้แล้วเสร็จ SCGC จะมีสัดส่วนการถือหุ้นใน CAP คงเหลือประมาณ 15.71% และยังคงจัดประเภทเงินลงทุนดังกล่าวเป็นเงินลงทุนอื่น (Other Investments) การจำหน่ายหุ้น CAP ดังกล่าวสอดคล้องกับกลยุทธ์ของ SCGC ในการลดภาระทางการเงิน (Deleverage) และจัดสรรเงินลงทุนไปสู่ธุรกิจหลัก ซึ่งเป็นแหล่งการเติบโตในอนาคต เช่น โครงการเพิ่มการใช้วัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน Long Son Petrochemicals ประเทศเวียดนาม เป็นต้น การทำธุรกรรมดังกล่าวเป็นการจำหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์ซึ่งมีขนาดรายการ 11.39% ของกำไรสุทธิจากการดำเนินงานตามงบการเงินรวมของ SCC สิ้นสุด ณ วันที่ 31 มี.ค.69 อนึ่งเมื่อรวมรายการดังกล่าวกับรายการจำหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์ที่เกิดขึ้นในช่วง 6 เดือนก่อนการทำรายการตามหนังสือนี้รวมเป็น 11.39% ดังนั้นการรายงานสารสนเทศข้างต้นจึงไม่เข้าข่ายที่จะต้องปฏิบัติตามเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในเรื่องการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์และไม่ใช่รายการที่เกี่ยวโยงกัน ด้านบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์การจำหน่ายหุ้นนี้จะไม่ส่งผลต่องบกำไรขาดทุน เบื้องต้นเรามองเป็นบวกต่อราคาหุ้น โดยจะมีกระแสเงินสดเข้ามาประมาณ 21 บาท/หุ้น ซึ่งบริษัทจะนำไปลดภาระทางการเงิน รวมถึงช่วยสนับสนุนการลงทุนในโครงการเพิ่มการใช้วัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP ที่ประเทศเวียดนาม โดยฝ่ายวิจัยอยู่ระหว่างปรับราคาพื้นฐานขึ้นจาก 162.00 บาท ทั้งนี้สำหรับมุมมองการลงทุนเราคงคำแนะนำ “ถือ” หรือสามารถเก็งกำไรระยะสั้นได้จากปัจจัยบวกข้างต้น โดยกระแสเงินสดที่เข้ามาคิดเป็นประมาณ 9% ของราคาหุ้น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยภายนอกช่วยหนุน ทั้งจากภาพอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่มีอุปทานลดลง ช่วยหนุนการฟื้นตัวของส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถกลับมาขนส่งวัตถุดิบผ่านทางช่องแคบ Hormuz ได้ตามปกติ และกลับมาเดินเครื่องโรงงานที่ระยองได้อีกครั้ง ขณะที่ บล.ดาโอ ระบุมีมุมมองเป็นบวกต่อข่าวนี้ โดยแม้ธุรกรรมนี้จะไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อ P&L statement ของ SCC แต่เราเชื่อว่าบริษัทสามารถนำกระแสเงินสดที่จะเข้ามาที่ 2.49 หมื่นล้านบาทไปใช้ในการลดภาระทางการเงิน (delverage) และเพื่อเป็นงบลงทุน (CAPEX) สำหรับโครงการอื่นในอนาคต เช่น โครงการเพิ่มการใช้วัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน Long Son Petrochemicals (LSP) ประเทศเวียดนามซึ่งมี CAPEX โครงการที่ USD500mn และมีแผนที่จะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในช่วงครึ่งปีหลังปี 70
ทั้งนี้ SCC ตั้ง CAPEX สำหรับปี 69 ที่ 3.00 หมื่นล้านบาท (25% สำหรับ SCGC) โดยคาดว่าเงินสดที่เหลือจากการลงทุนนี้ (ถ้าใช้ทั้งก้อน) จะมีพอสำหรับแผน delverage ได้อีกประมาณ 7.0-8.0 พันล้านบาท ขณะที่ยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 69 ที่ 1.66 หมื่นล้านบาท (+18% YoY) โดยมีแรงหนุนจาก olefins spread ที่ดีขึ้นและกำไรที่สูงขึ้นของธุรกิจบรรจุภัณฑ์ (SCGP) สำหรับภาพรวมไตรมาส 2/69 คาดว่าบริษัทจะได้ประโยชน์จาก olefins spread ที่แข็งแกร่งช่วยชดเชยผลกระทบจากการหยุดดำเนินงานของ โรงแครกเกอร์ของบริษัท ระยองโอเลฟินส์ จำกัด (ROC) และ LSP ทั้งนี้ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมายปี 69 ที่ 250.00 บาท ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |