SCC มั่นใจผลงาน Q2/68 โตดีกว่าไตรมาสแรก รับราคาน้ำมันลง- ส่วนต่างปิโตรเคมีฟื้น เร่งเจาะตลาดสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง แย้มภาวะเศรษฐกิจโลกส่อถดถอยในช่วงไตรมาส 3-4 ของปีนี้ เตรียม 4 กลยุทธ์รับมือสงครามการค้าโลก พร้อมแจงงบ Q1/68 หากไม่รวม LPS จะมีกำไรกว่า 4 พันลบ. นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC เปิดเผยว่าบริษัทคาดว่ายอดขายและกำไรในช่วงไตรมาส 2/68 จะเติบโตดีกว่าช่วงไตรมาส 1/68 ที่มียอดขาย 124,392 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,099 ล้านบาท เนื่องจากแนวโน้มราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง ส่วนต่างปิโตรเคมีที่ปรับตัวดีขึ้นและผู้ผลิตปิโตรเคมีในจีนประสบปัญหาการจัดหาวัตถุดิบจากสหรัฐฯ รวมถึงบางตลาดยังมีกำลังซื้อสูง โดยเฉพาะสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA),สินค้ากรีน และสินค้าคุณภาพ ราคาจับต้องได้ ทั้งนี้ประเมินสถานการณ์และผลกระทบจากสงครามการค้าโลก พบว่ามีผลกระทบทางตรงต่อบริษัทมีเล็กน้อย เนื่องจากในปี 67 มีการส่งออกไปสหรัฐฯ เพียง 1% จากยอดขายรวมของบริษัท แต่ผลกระทบทางอ้อมค่อนข้างมหาศาล เพราะหากพ้นระยะที่สหรัฐฯ ประกาศชะลอการจัดเก็บภาษีนำเข้า 90 วัน กลุ่มประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯอาจถูกเก็บอัตราภาษีที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะในประเทศไทยที่อาจถูกเก็บอัตราภาษีน้ำเข้าสูงถึงถึง36% ตามที่สหรัฐฯ ประกาศเมื่อ 2 เม.ย.68 จึงคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจทั้งในระดับภูมิภาคและโลกจะชะลอตัวรุนแรง การส่งออกระหว่างประเทศ รวมถึงการทะลักของสินค้าจากประเทศอื่นเข้ามาในประเทศไทยจะส่งผลให้การแข่งขันรุนแรงยิ่งขึ้น นอกจากนี้อาจเกิดภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยในช่วงไตรมาส 3-4 ของปีนี้ตามที่หลายคนวิตกกังวล โดยบริษัทจึงยกระดับการปรับตัวให้เข้มข้นรับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ขณะที่บริษัทยังไม่ปรับลดเป้ารายได้จากการขายทั้งปีนี้ที่คาดจะโตที่ระดับ 5% ลง เนื่องจากมั่นใจว่าในช่วงไตรมาส 1-2 ของปีนี้ยังสามารถทำได้ตามแผนที่วางไว้ แม้ยอมรับว่าสถานการณ์ในช่วงไตรมาส 3-4 ของปีนี้ยังน่ากังวล ซึ่งยังคาดการณ์ผลกระทบจากสงครามการค้าได้ยาก แต่บริษัทได้เตรียมความพร้อมไว้รองรับแล้ว อย่างไรก็ตามแม้สงครามการค้ายังมีความไม่แน่นอน และอุปสงค์เคมีภัณฑ์ซะลอตัว แต่บริษัทคาดว่าจะได้รับอานิสงส์บวกจากราคาน้ำมันโลกที่มีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้ต้นทุนทุนการผลิตเคมีภัณฑ์ลดลง โดยบริษัทจึงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดและดำเนินการเชิงรุกได้แก่ 1.ลดต้นทุนบริหารอย่างต่อเนื่อง,2.เพิ่มความยืดหยุ่นของซัพพลายเชนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ รวมทั้งเตรียมความพร้อมของโครงการลองเซินปิโตรเคมิคอลส์ที่ประเทศเวียดนาม (LSP) ให้กลับมาเดินเครื่องได้เมื่อสถานการณ์หมาะสม และ 3.เร่งพัฒนาสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง พร้อมขยายธุรกิจสินค้ากรีน และดิจิทัล โซลูชัน เช่น DRS by Repco NEX "เอสซีจีเล็งเห็นถึงความท้าทายที่ภาคอุตสาหกรรมกำลังเผชิญ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจฐานราก และได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากสถานการณ์สงครามการค้าโลก จึงพร้อมเปิดบ้านสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ถ่ายทอด ความรู้ เสริมศักยภาพ และช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับตัวและแข่งขันได้ ผ่านโครงการ 'Go Together' ที่เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง และจะครบเป้าหมายเฟสแรก 1,200 คน ในเดือน พ.ค.นี้ รวมถึงโครงการ 'NZAP ที่มีผู้เข้าร่วมแล้ว 106 ราย ด้วยความร่วมมือและการสนับสนุนซึ่งกันและกันนี้ เราจะสามารถก้าวข้ามความท้าทายครั้งนี้ไปได้ด้วยกัน"นายธรรมศักดิ์ กล่าว 
*** เตรียม 4 กลยุทธ์รับมือสงครามการค้าโลก ของทุกธุรกิจในเอสซีจี
1.) ลดต้นทุน แข่งขันกับผู้ผลิตระดับโลก เพื่อรับมือสินค้าราคาถูกจากประเทศอื่นที่อาจเข้ามาแข่งขัน ด้วยวิธีการดังนี้ลดต้นทุนการผลิต (Operation Cost) โดยควบรวมไลน์การผลิต ปรับปรุงประสิทธิภาพ ลดขั้นตอน โดยเพิ่มการใช้ Robotic Automation เช่น เอสซีจี ไฮม์ ใช้หุ่นยนต์อัจฉริยะประกอบบ้านโมดูลาร์ทนแผ่นดินไหวอย่างแม่นยำ และ เอสซีจี เดคคอร์ ผลิตสุขภัณฑ์ COTTO ใช้เครื่องหล่อแรงดันสูงและระบบพ่นสีเคลือบอัตโนมัติด้วยหุ่นยนต์ ให้ขึ้นรูปสุขภัณฑ์ได้รวดเร็ว สีเรียบเนียนสม่ำเสมอ และใช้เทคโนโลยีการประมวลภาพ (Image Processing) ช่วยตรวจวิเคราะห์คุณภาพสินค้าอย่างแม่นยำ เพื่อความมั่นใจในมาตรฐานก่อนส่งถึงมือลูกค้า ลดต้นทุนการบริหารจัดการ (Admin Cost) โดยเพิ่มการใช้ AI ปรับปรุงประสิทธิภาพทั่วทั้งองค์กร เช่น ใช้ AI ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง หรือการคาดการณ์ความผิดปกติของเครื่องจักรก่อนเกิดความเสียหาย (Predictive Maintenance) ปรับลดเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลให้สามารถลดหนี้สินสุทธิลงเหลือ 290,504 ล้านบาท ในไตรมาส 1 ปี 2568 และเพิ่มสภาพคล่องให้ธุรกิจเพิ่มการใช้พลังงานสะอาด โดยใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy) เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานชีวมวล (Biomass) และพลังงานทางเลือก (Alternative Fuel) ในกระบวนการผลิต เพื่อเสริมประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความได้เปรียบด้านการแข่งขัน และรักษ์โลก โดยในไตรมาส 1/68 เอสซีจี ใช้พลังงานทางเลือกในกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็น 44% ของเชื้อเพลิงทั้งหมด 2.) ขยายพอร์ตสินค้าให้รองรับความต้องการตลาดทุกระดับ พัฒนา “สินค้ามูลค่าเพิ่มสูงและสินค้ากรีน” (HVA Products & Green Products) ให้ตอบโจทย์ตลาด เช่น กระเบื้องเกรซพอร์ซเลนขนาดใหญ่, ปูนเอสซีจีคาร์บอนต่ำ ที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาเป็น Gen 3 ที่สามารถลดการปล่อยคาร์บอนฯ ได้ประมาณ 40% ตั้งเป้าจำหน่ายในกลุ่มสินค้าปูนตกแต่งในไตรมาสที่ 4/68, กลุ่มสินค้าหลังคา ผนังและพื้นตกแต่ง ที่ใช้เทคโนโลยี Digital Printing พร้อม UV Coating เคลือบผิวทนทาน กันเชื้อรา และหลอดฉีดยาและเข็มฉีดยา ที่เอสซีจีพี ผสานความร่วมมือกับ Once Medical Company Limited เพิ่ม “สินค้าคุณภาพ ราคาจับต้องได้” (Quality Affordable Products) ที่มีความต้องการสูง ทำกำไรทันที เช่น เอสซีจี โซลาร์รูฟ ที่ผลิตไฟฟ้าได้เต็มประสิทธิภาพ และมีหลายแพ็กเกจราคาให้เลือก, หลังคาเซรามิก เอสซีจี รุ่น Celica Curve ที่คุ้มค่า ทนทาน สีสวยติดทนกว่าด้วยเนื้อเซรามิก, กระเบื้องคอนกรีตปูพื้นทางเดิน เอสซีจี ที่มีดีไซน์และลายยอดนิยม แข็งแรงทนทาน ใช้ในงานออกแบบได้หลากหลาย และ ท่อ PVC เกษตร ที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับความต้องการของเกษตรกร 3.) บุกตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูง โดยขยายการส่งออกสินค้า เช่น ปูนเอสซีจีคาร์บอนต่ำ กระเบื้องคอนกรีต สมาร์ทบอร์ด กระดาษบรรจุภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์อาหาร ไปยังตลาดใหม่ที่มีศักยภาพและความต้องการ เช่น ประเทศที่ปรับตัวและได้ประโยชน์จากสงครามการค้า โดยใช้เครือข่ายของธุรกิจต่าง ๆ ของเอสซีจีที่มีอยู่ทั่วโลก 4.) สร้างความได้เปรียบโดยส่งออกจากฐานการผลิตที่หลากหลายในภูมิภาคอาเซียน โดยสลับฐานการผลิตและส่งออกจากประเทศที่มีอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ต่ำกว่า ฐานการผลิตที่หลากหลายซึ่งเป็นจุดแข็งของเอสซีจี จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ทันท่วงที เช่น บรรจุภัณฑ์ของเอสซีจีพี ที่มีฐานการผลิตและส่งออกได้จากทั้งไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ส่วนปูนเอสซีจีคาร์บอนต่ำ และกระเบื้องเกรซพอร์ซเลน สามารถผลิตและส่งออกได้จากทั้งไทย และเวียดนาม *** แจงหากไม่รวมผลงานของ LPS จะมีกำไรกว่า 4 พันลบ.
นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC เปิดเผยผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า ผลประกอบการงวดไตรมาส 1/68 มีกำไร 1,099 ล้านบาท ลดลง 55% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนเนื่องจากในไตรมาสที่ 1 ปี 67 เอสซีจี เคมีคอลส์ ( SCGC ) มีกำไรจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือประกอบกับในไตรมาสที่ 1 ปี 68 ส่วนแบ่งกำไรจาก SCGC ลดลง ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากค่าเสื่อมราคาและดอกเบี้ยของโรงงานปิโตรเคมีในเวียดนาม (LSP) และผลการดำเนินงานของเอสซีจีพีที่ลดลง โดยไตรมาสนี้ มีรายได้จากการขาย 124,392 ล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน (ไตรมาส 4/67) กำไรสำหรับงวดเพิ่มขึ้น 1,611 ล้านบาท (จากขาดทุน 512 ล้านบาท ) เป็นผลจากการบริหารจัดการภายใน และการปรับปรุงประสิทธิภาพของทุกธุรกิจ รวมถึงจากความต้องการตามฤดูกาลปรับเพิ่มขึ้นจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับซีเมนต์และการก่อสร้าง ประกอบกับผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นจาก SCGC และ SCGP ณ วันที่ 31 มีนาคม 2568เอสซีจีมีสินทรัพย์รวม เท่ากับ 848,076 ล้านบาท ลดลงจากสิ้นปี 67จำนวน13,426 ล้านบาท เอสซีจีมีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง จากที่มี EBITDA ถึง 12,889 ล้านบาท ซึ่งเป็น EBITDA ในระดับก่อนที่จะถึงฤดูกาลเงินปันผลรับในไตรมาสที่ 2 ปี 68 และ EBITDA from Operations เพิ่มขึ้น 22% จากไตรมาสก่อนมาอยู่ที่ 11,752 ล้านบาท ด้านกำไรสุทธิ หากไม่รวมผลการดำเนินงานของลองเซินปิโตรเคมิคอลส์คอมเพล็กซ์ที่ประเทศเวียดนาม (LSP) ทาง SCC จะมีกำไรอยู่ที่ 4,019 ล้านบาท โดยแผนการดำเนินงานของเอสซีจีส่งผลให้เกิดการประหยัดและเพิ่มประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง ดังนี้
- ปรับโครงสร้างการดำเนินงานและธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ซึ่งช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในปี 68 ได้ - ลดเงินทุนหมุนเวียน เงินทุนหมุนเวียนสุทธิของเอสซีจีในไตรมาสที่ 1/68 ลดลง 3,668 ล้านบาท จากไตรมาสก่อน - ลดภาระหนี้หนี้สินสุทธิของเอสซีจีในไตรมาสที่ 1/68 ลดลงมาอยู่ที่ 290,504 ล้านบาท จาก 295,104 ล้านบาทในไตรมาสที่ 4/67และต้นทุนทางการเงินในไตรมาสที่ 1/68 ลดลงมาอยู่ที่ 2,829 ล้านบาท จาก 3,183 ล้านบาทในไตรมาสที่ 4/67 ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ ทั้งบล.ทิสโก้ , บล.หยวนต้า , บล.ทรีนีตี้ และ บล.ลิเบอเรเตอร์ คาดการณ์ว่าผลประกอบการไตรมาส 1/68 ของ SCC จะมีกำไรประมาณ 600-974 ล้านบาท 
|