GULF เผยทิศทางดำเนินงานครึ่งปีหลัง เดินหน้าเปิด COD โครงการพลังงานหมุนเวียนและขยะชุมชนเพิ่มอีกกว่า 700 เมกะวัตต์ ดันกำไรเติบโตตามเป้า EBITDA ที่ 12–15% รับปัจจัยหนุนจากความต้องการใช้ไฟฟ้ากลุ่ม Data Center และ EV พร้อมรับรู้ส่วนแบ่งกำไร LNG และ AIS เติบโตแกร่ง เตรียมออกหุ้นกู้ 2 หมื่นล้านบาทช่วงเดือนตุลาคมนี้ รองรับแผนลงทุน 5 ปี วงเงิน 1.3–1.4 แสนล้านบาท เน้นหนักพลังงานสะอาดและดิจิทัล นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เปิดเผยในงาน Earnings Call โดยมีประเด็นที่สำคัญดังนี้ ***ภาพรวมธุรกิจปี 69 ปัจจุบันบริษัทฯ มีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนการถือหุ้นรวมประมาณ 25,000 เมกะวัตต์ (MW) แบ่งเป็นโรงไฟฟ้าแก๊สธรรมชาติประมาณ 15,000 เมกะวัตต์ และ พลังงานหมุนเวียนประมาณ 10,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) แล้วราว 16,000 เมกะวัตต์ บริษัทฯ ตั้งเป้าปรับเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนจากปัจจุบัน อยู่ที่ 14% ให้เป็น 40% ภายในปี 2035 ผ่านโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ โซลาร์บวกแบตเตอรี่ พลังงานลม ขยะ และ พลังงานน้ำ ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะทยอย COD อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการศึกษาโอกาสลงทุนในยุโรปและสหราชอาณาจักร ในกลุ่มพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) สำหรับธุรกิจจัดหาและนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) บริษัทได้เริ่มนำเข้าตั้งแต่ปี 2567 เพื่อใช้ในโรงไฟฟ้าของกลุ่มบริษัท เช่น โครงการ GSRC , GPD และ หินกอง พาวเวอร์ โดยคาดการณ์ปริมาณนำเข้าปีนี้เกือบ 5 ล้านตัน ครึ่งปีแรกนำเข้าแล้วราว 2.4 ล้านตัน มุ่งเน้นการบริหารจัดการต้นทุน (Optimization) และเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน ไม่ได้เน้นการซื้อขายเพื่อเก็งกำไร ในขณะเดียวกันได้รุกขยายสู่ธุรกิจดิจิทัล ซึ่งเป็น New S-Curve โดยเฉพาะ Data Center ที่ปัจจุบันดำเนินงานอยู่ 3 โครงการ รวมเกือบ 200 เมกะวัตต์ และ อยู่ระหว่างพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อรองรับลูกค้าระดับ Hyperscaler และ องค์กรขนาดใหญ่ โดยมีความพร้อมครบครันทั้งด้านที่ดิน ไฟฟ้า การบริหารจัดการน้ำ และ โครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่ง พร้อมขยายโอกาสจำหน่ายไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรงผ่านกลไก Direct PPA และ การใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าของรัฐ (Utility Green Tariff / TPA) นอกจากนี้ บริษัทยังต่อยอดสู่ระบบนิเวศ AI แบบครบวงจร (AI Ecosystem) ตั้งแต่ระดับโครงสร้างพื้นฐาน คลาวด์ ไปจนถึง AI Platform ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรเทคโนโลยีชั้นนำจากสหรัฐอเมริกา เพื่อพัฒนาโซลูชัน AI ให้แก่กลุ่มลูกค้าองค์กร อาทิ สถาบันการเงิน ประกันภัย เฮลธ์แคร์ และ ภาครัฐ เพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน และ ดิจิทัลอย่างยั่งยืน ***ทิศทางครึ่งปีหลัง แนวโน้มการดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง ยังคงเป้าหมายการเติบโตของรายได้ และ EBITDA ไว้ที่ประมาณ 12–15% ซึ่งมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) โครงการใหม่และการเติบโตของธุรกิจในเครือ โดยมีปัจจัยหนุนการเติบโตในครึ่งปีหลัง ดังนี้ 1.การเปิด COD โครงการใหม่ รวมกว่า 700 MW โครงการพลังงานหมุนเวียนในประเทศ 623 เมกะวัตต์ (โซลาร์ฟาร์ม 4 โครงการ และ โซลาร์บวกแบตเตอรี่ 6 โครงการ) ทยอย COD เดือนกันยายน , พฤศจิกายน และ ธันวาคม คาดสร้างกำไรเพิ่มขึ้น 600 ล้านบาทต่อปี โครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ 10 เมกะวัตต์ กำหนด COD เดือนตุลาคม คาดสร้างกำไร 120 ล้านบาทต่อปี โครงการโซลาร์รูฟท็อป (Gulf1) เพิ่มเติมอีก 60–70 เมกะวัตต์ 2.ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น อานิสงส์จากการขยายตัวของ Data Center และ การใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ส่งผลดีต่อโรงไฟฟ้า IPP และ SPP รวมถึงโครงการ Jackson ในสหรัฐฯ ที่ได้ปรับเพิ่มค่า Capacity Payment จาก 270 ดอลลาร์ เป็น 329 ดอลลาร์/เมกะวัตต์-วัน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 3.ธุรกิจนำเข้า LNG คาดการณ์นำเข้าปีนี้เกือบ 5 ล้านตัน โดยการบริหารจัดการต้นทุนก๊าซ (Optimization) คาดว่าจะสร้างกำไรให้บริษัทราว 600–500 ล้านบาท 4.ส่วนแบ่งกำไรจาก AIS และ Data Center โดย AIS เติบโตต่อเนื่องจากธุรกิจมือถือ เน็ตบ้าน 5G และ การลดลงของต้นทุนค่าคลื่นความถี่ ขณะที่ Data Center โครงการ GSA01 (25 MW) เริ่มรับรู้กำไรเต็มปี ส่วนโครงการ GSA02 และ GDC01 อยู่ระหว่างก่อสร้าง คาดเปิดให้บริการในไตรมาส 2 และ ไตรมาส 4 ปีหน้า ***แผนการเงินและงบลงทุน 5 ปี แตะ 1.3-1.4 แสนล้านบาท บริษัทเตรียมออกหุ้นกู้มูลค่าประมาณ 20,000 ล้านบาท ในช่วงเดือนตุลาคมนี้ เสนอขายแก่ผู้ลงทุนสถาบัน ผู้ลงทุนรายใหญ่ และ ประชาชนทั่วไป เพื่อชำระคืนหุ้นกู้ชุดเดิมและใช้ขยายธุรกิจ สำหรับโครงสร้างการจัดสรรงบลงทุน 5 ปี มีรายละเอียดดังนี้ 1.พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) สัดส่วนเงินลงทุน 70% เป็นโครงการโซลาร์ ลม พลังงานน้ำ และ ขยะ 2.ธุรกิจแก๊สและโครงสร้างพื้นฐานก๊าซ สัดส่วนเงินลงทุน 10% เป็นโรงไฟฟ้าแก๊ส , นำเข้า LNG และ ท่าเรือ LNG Terminal 3.ดิจิทัลและเทคโนโลยี (Gulf Edge) สัดส่วนเงินลงทุน 10%-15% เป็น Data Center , คลาวด์ และ ระบบ AI 4.โครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ สัดส่วนเงินลงทุน 5% เป็นโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง 5.การลงทุนทั่วไป สัดส่วนเงินลงทุน 5% เป็นการบริหารจัดการ และ เงินทุนหมุนเวียนทั่วไป ทั้งนี้ แหล่งเงินทุนหลักจะมาจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ซึ่งคาดว่าจะได้รับเงินปันผลจากบริษัทในเครือราว 10,000–15,000 ล้านบาทต่อปี ตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป ประกอบกับ ความสามารถในการระดมทุนเพิ่มเติมผ่านสถาบันการเงินและตลาดทุน เนื่องจากปัจจุบันบริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุน (Net D/E) ต่ำเพียง 1.1 เท่า ซึ่งต่ำกว่าข้อกำหนดสิทธิ (Financial Covenants) ที่กำหนดไว้ไม่เกิน 3.5 เท่า ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |