ฟิทช์ปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของ PTTGC จาก ‘ลบ’ เป็นมี ‘เสถียรภาพ’ พร้อมคงอันดับเครดิตที่ ‘BBB-/AA-(tha)’ สะท้อนการรักษา EBITDA Net Leverage ไม่เกิน 4 เท่า ขณะที่มองผลงานปี 2571 ดีขึ้น 3 เท่าตัว จากหนี้สินที่ลดลง ฟิทช์ เรทติ้งส์ ประกาศปรับแนวโน้มอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาว (Long-Term Foreign-Currency Issuer Default Rating: IDR) และอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาว (National Long-Term Rating) ของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC เป็น ‘มีเสถียรภาพ’ จากเป็น ‘ลบ’ และคงอันดับเครดิตที่ ‘BBB-’ และ ‘AA-(tha)’ ตามลำดับ นอกจากนี้ ฟิทช์ประกาศคงอันดับเครดิตภายในประเทศระยะสั้นของ PTTGC ที่ ‘F1+(tha)’ อันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่มีประกันและไม่ด้อยสิทธิ (Senior Unsecured) ที่ ‘BBB-’ และอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่มีประกันและไม่ด้อยสิทธิสกุลเงินบาทที่ ‘AA-(tha)’ และอันดับเครดิตหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนสกุลเงินบาทที่ ‘A(tha)’ รวมทั้งคงอันดับเครดิตหุ้นกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งออกโดยบริษัท จีซี ศูนย์บริหารเงิน จำกัด (GC Treasury Center Company Limited) ได้แก่ หุ้นกู้ไม่มีประกันและไม่ด้อยสิทธิที่ ‘BBB-’ และหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนที่ ‘BB’ ตามลำดับ การปรับแนวโน้มอันดับเครดิตดังกล่าวสะท้อนมุมมองของฟิทช์ว่าอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA Net Leverage) ของ PTTGC จะอยู่ในระดับไม่เกิน 4.0 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่ฟิทช์อาจพิจารณาปรับลดอันดับเครดิต ตลอดช่วงที่ผลประกอบการของบริษัทฯ อยู่ในระดับต่ำในปี 2570 ก่อนที่จะปรับตัวดีขึ้นเป็นประมาณ 3.0 เท่าในปี 2571 ฐานหนี้สินสุทธิที่ลดลงมาอยู่ที่ 1.22 แสนล้านบาท ณ 30 มิถุนายน 2569 (สิ้นปี 2568: 1.68 แสนล้านบาท) ทำให้ PTTGC มีความสามารถในการรองรับผลประกอบการที่อ่อนแอลงในปี 2570 ซึ่งอัตราส่วนหนี้สินมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดที่ประมาณ 4.0 เท่า ฟิทช์คาดว่าอัตราส่วนหนี้สินจะปรับลดลงหลังจากนั้น จากการที่ PTTGC นำกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) ที่เป็นบวกเพื่อลดหนี้ และกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ฟื้นตัวตามส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปตั้งแต่ปี 2571 การคงอันดับเครดิตสะท้อนถึงมุมมองของฟิทช์ว่าอัตราส่วนหนี้สินของ PTTGC จะยังคงสอดคล้องกับสถานะเครดิตโดยลำพัง (Standalone Credit Profile) ที่ระดับ ‘bb’ แม้ว่ากำไรของบริษัทฯ จะปรับลดลงในปี 2570 ทั้งนี้ อันดับเครดิตของ PTTGC ได้รับการปรับขึ้นสองอันดับจากสถานะเครดิตโดยลำพัง เพื่อสะท้อนการสนับสนุนจากบริษัทแม่ ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (อันดับเครดิตสากลระยะยาวที่ ‘BBB+’/อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวที่ ‘AAA(tha)’/แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ) ปัจจัยที่มีผลต่ออันดับเครดิต ฐานหนี้สินสุทธิที่ลดลง: ฟิทช์คาดว่าหนี้สินสุทธิที่ลดลงจะช่วยให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ของ PTTGC อยู่ในระดับไม่เกิน 4.0 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่ฟิทช์อาจพิจารณาปรับลดอันดับเครดิต ตลอดช่วงที่กำไรลดลงในปี 2570 และจะอยู่ต่ำกว่าระดับดังกล่าวในปี 2571 แม้ว่าส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจะยังไม่ฟื้นตัว ทั้งนี้ หนี้สินสุทธิที่ลดลงเป็นผลมาจากกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งขึ้นในช่วงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ค่าการกลั่นของ PTTGC เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 16 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ขณะที่ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้นจากภาวะอุปทานในภูมิภาคที่ตึงตัวมากขึ้น โดยส่วนต่างราคาอ้างอิงในภูมิภาคยังคงอยู่ในระดับสูง ฟิทช์คาดว่าหนี้สินสุทธิ ณ สิ้นปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 1.28 แสนล้านบาท ลดลงประมาณ 4 หมื่นล้านบาทจากสิ้นปี 2568 กระแสเงินสดกลับสู่ระดับปกติ: ฟิทช์คาดว่ากระแสเงินสดจากการดำเนินงานของ PTTGC จะกลับสู่ระดับปกติตั้งแต่ปี 2570 เนื่องจากปัจจัยบวกต่อค่าการกลั่นและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะค่อย ๆ ลดลง อย่างไรก็ดี กระแสเงินสดจากการดำเนินงานจะยังคงเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนและการจ่ายเงินปันผล ฟิทช์คาดว่า EBITDA จะลดลงมาอยู่ที่ 2.8-3.0 หมื่นล้านบาทในปี 2570 จากประมาณ 5.5 หมื่นล้านบาทในปี 2569 ก่อนจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปเป็น 3.3-3.5 หมื่นล้านบาทในปี 2571 ภายใต้กรณีฐานในการจัดอันดับเครดิต ฟิทช์คาดว่าปัจจัยสนับสนุนส่วนต่างราคาน้ำมันดิบจากความขัดแย้งจะคลี่คลายลงในไตรมาส 1 ปี 2570 ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบลดลงมาอยู่ที่ 70 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 2570 จาก 87 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 2569 ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานราคาน้ำมันของฟิทช์ ค่าการกลั่นมีแนวโน้มกลับสู่ระดับกลางวัฏจักรที่ 5.5-6.0 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ขณะที่ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีคาดว่าจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปตั้งแต่ปี 2571 เนื่องจากการเพิ่มกำลังการผลิตในภูมิภาคเอเชียชะลอตัวลง การให้ความสำคัญกับการลดหนี้: ฟิทช์คาดว่า PTTGC จะยังคงนำกระแสเงินสดอิสระไปใช้ชำระหนี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายที่บริษัทฯ ประกาศไว้ โดยฟิทช์คาดว่าบริษัทฯ จะมีกระแสเงินสดอิสระประมาณ 5 พันล้านบาทถึง 1.5 หมื่นล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2570-2571 PTTGC ขายสินทรัพย์มูลค่า 9 พันล้านบาทในไตรมาส 1 ปี 2569 และชำระคืนเงินกู้ล่วงหน้าประมาณ 8 พันล้านบาทในไตรมาส 2 ปี 2569 นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังซื้อคืนหุ้นกู้ในไตรมาส 3 ปี 2569 และดำเนินการรีไฟแนนซ์หุ้นกู้ที่ครบกำหนดชำระ กรณีฐานในการจัดอันดับเครดิตของฟิทช์ยังไม่รวมการขายสินทรัพย์เพิ่มเติม อย่างไรก็ดี หาก PTTGC สามารถดำเนินการขายสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักได้ตามเป้าหมายมูลค่าสูงสุด 2 หมื่นล้านบาท จะช่วยลดอัตราส่วนหนี้สินของบริษัทฯ ลงได้เพิ่มเติม อุปทานส่วนเกินในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ยืดเยื้อ: ฟิทช์คาดว่าความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานในตลาดปิโตรเคมีโลกจะยังคงดำเนินต่อไปจนถึงปี 2570 เนื่องจากกำลังการผลิตในเอเชียเพิ่มขึ้น ขณะที่การลดกำลังการผลิตของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยังไม่รวดเร็วเพียงพอที่จะช่วยบรรเทาภาวะอุปทานส่วนเกิน แม้ว่าการยืนยันแผนปิดโรงงานบางแห่งในเกาหลีใต้และญี่ปุ่นจะเป็นสัญญาณของความคืบหน้าในระยะแรก นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลกยังคงส่งผลให้การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมปลายทางที่สำคัญล่าช้าออกไป ทั้งนี้ ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ปรับตัวกว้างขึ้นในปี 2569 สะท้อนถึงภาวะอุปทานในภูมิภาคที่ตึงตัวขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มากกว่าการฟื้นตัวเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรม ความเสี่ยงเชิงเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเสนอจัดตั้งบริษัทร่วมทุน: ฟิทช์มองว่าการควบรวมธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ของ PTTGC กับธุรกิจของบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC เป็นความเสี่ยงเชิงเหตุการณ์ (Event Risk) และไม่ได้นำมารวมไว้ในสมมติฐานกรณีฐานของฟิทช์ เนื่องจากโครงสร้างการถือหุ้น ขั้นตอนการทำธุรกรรม และเงื่อนไขทางการเงินยังไม่ได้ข้อสรุป PTTGC เปิดเผยเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 ว่าทั้งสองบริษัทได้เริ่มกระบวนการตรวจสอบสถานะกิจการเพื่อยืนยันข้อมูล (Confirmatory Due Diligence) และได้ตกลงขอบเขตของธุรกรรมแล้ว ทั้งสองบริษัทคาดว่าจะสามารถสรุปเงื่อนไขสำคัญทางธุรกรรม รวมถึงโครงสร้างการถือหุ้น ได้ภายในเดือนตุลาคม 2569 ก่อนที่จะยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าแห่งประเทศไทย ธุรกรรมดังกล่าวยังต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบธุรกิจ การจัดทำเอกสารที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และการได้รับอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง ฟิทช์จะประเมินผลกระทบด้านเครดิตต่อสถานะทางธุรกิจ อัตราส่วนหนี้สิน และบทบาทเชิงกลยุทธ์ของ PTTGC ในกลุ่ม ปตท. เมื่อมีการตกลงเงื่อนไขสำคัญทางธุรกรรมแล้วเสร็จ ความเชื่อมโยงระหว่างบริษัทแม่และบริษัทลูก: การปรับอันดับเครดิตขึ้นสองอันดับจากสถานะเครดิตโดยลำพังของ PTTGC สะท้อนมุมมองของฟิทช์ว่า ปตท. มีแรงจูงใจในการให้การสนับสนุนจากความสำคัญทางกลยุทธ์ (Strategic incentive) และความสำคัญทางด้านการดำเนินงาน (Operational incentive) ให้แก่ PTTGC ในระดับปานกลาง (Medium) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์และเป็นผู้รับซื้อวัตถุดิบรายใหญ่ ปตท. ได้ให้การขยายเทอมการชำระเงินสำหรับการซื้อน้ำมันดิบของ PTTGC ประมาณ 8 หมื่นล้านบาทจากเดิม 7 หมื่นล้านบาทในเดือนเมษายน และเพิ่มวงเงินกู้ระหว่างบริษัทในกลุ่มเป็นสองเท่าเป็น 2 หมื่นล้านบาทในเดือนพฤษภาคม การกำหนดอันดับเครดิตโดยสรุป PTTGC มีสถานะทางธุรกิจและสถานะทางการเงินที่อ่อนแอกว่า Orbia Advance Corporation, S.A.B. de C.V. (อันดับเครดิตที่ ‘BB+’/แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ) โดย Orbia ได้ประโยชน์จากการดำเนินธุรกิจต้นน้ำและการกระจายธุรกิจในกลุ่ม PVC และฟลูออโรโปรดักต์ ซึ่งช่วยสนับสนุนอัตราส่วนกำไรที่สูงกว่าผู้ผลิตเคมีภัณฑ์โภคภัณฑ์ทั่วไป ส่งผลให้ Orbia ได้รับอันดับเครดิตสูงกว่าสถานะเครดิตโดยลำพังของ PTTGC อยู่หนึ่งอันดับ PTTGC มีสถานะทางธุรกิจที่อ่อนแอกว่า Alpek, S.A.B. de C.V. (อันดับเครดิตที่ ‘BB+’/แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ) เล็กน้อย โดย Alpek เป็นผู้นำในธุรกิจ PTA, PET, rPET และ Expandable Polystyrene ในทวีปอเมริกา ในขณะที่ PTTGC เป็นบริษัทปิโตรเคมีชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Alpek มีรายได้หลักมาจากผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภครวมถึงลูกค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่มซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอุปสงค์ที่แข็งแกร่ง ในขณะที่การเข้าซื้อกิจการของ Allnex ได้ทำให้กำไรของ PTTGC มีเสถียรภาพมากขึ้น และทำให้อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้ (EBITDA Margin) ปรับตัวดีขึ้น อันดับเครดิตของ Alpek อยู่ในระดับสูงกว่าสถานะเครดิตโดยลำพังของ PTTGC อยู่หนึ่งอันดับ เนื่องจากกลุ่มธุรกิจที่มีการกระจายกว้างกว่า Synthos Spolka Akcyjna (อันดับเครดิตที่ ‘BB’/แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ) มีสถานะทางธุรกิจที่อ่อนแอกว่า PTTGC จากขนาดของธุรกิจที่เล็กกว่า การกระจายตัวของรายได้ที่น้อยกว่า และสถานะการเป็นผู้นำของผลิตภัณฑ์ที่อ่อนแอกว่า แม้ว่าธุรกิจ Synthetic Rubber จะแข็งแกร่งขึ้นหลังจากการเข้าซื้อทรัพย์สินจาก Trinseo ทั้งนี้ Synthos มีอัตราส่วนหนี้สินที่ต่ำกว่า PTTGC ช่วยชดเชยสถานะทางธุรกิจที่อ่อนแอกว่า ทำให้ Synthos มีอันดับเครดิตเท่ากับสถานะเครดิตโดยลำพังของ PTTGC PTTGC มีสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งที่สุดเมื่อเทียบกับบริษัทในกลุ่มธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติปลายน้ำของประเทศไทย โดยมีขนาดธุรกิจที่ใหญ่กว่า มีการบูรณาการธุรกิจปิโตรเคมีในระดับที่สูงกว่า และมีความสามารถในการทำกำไรที่ดีกว่า บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวที่ ‘A+(tha)’/แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยอีกแห่งหนึ่งของ ปตท. นอกจากนี้ ฟิทช์คาดว่าอัตราส่วนหนี้สินของ PTTGC จะอยู่ในระดับต่ำกว่าไทยออยล์ในระยะปานกลาง เนื่องจากค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนของไทยออยล์ในโครงการ Clean Fuel Project จะเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในช่วงปี 2569-2570 แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบของไทยออยล์สะท้อนถึงช่วงการใช้จ่ายลงทุนที่อยู่ในระดับสูงดังกล่าว รวมถึงความเสี่ยงในการดำเนินโครงการ สถานะเครดิตโดยลำพังของ PTTGC สูงกว่าสถานะเครดิตโดยลำพังของไทยออยล์ที่ระดับ ‘a-(tha)’ อยู่หนึ่งอันดับ อย่างไรก็ดี อันดับเครดิตของทั้งสองบริษัทได้รับการปรับขึ้นสองอันดับจากสถานะเครดิตโดยลำพัง . 
|
. |