สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 20 ก.ค. 69 ชื่อโบรก | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย | บล.กรุงศรี | ซื้อ | 50.00 บาท | บล.ยูโอบีเคย์เฮียน | ซื้อ | 50.00 บาท | บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) | ซื้อ | 48.00 บาท | บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) | ซื้อ | 45.00 บาท | บล.ฟิลลิป | ซื้อ | 45.00 บาท | บล.บัวหลวง | ซื้อ | 42.00 บาท | บล.เคจีไอ | ซื้อ | 42.00 บาท | บล.พาย | ถือ | 38.50 บาท |
ปัจจัยบวก +
+ ผลประกอบการ 2Q26 ทำ New High ดีกว่าคาด : รายงานกำไรสุทธิ 2Q26 ที่ 2.2 - 2.23 พันล้านบาท (+17% YoY, +2.5% QoQ) ทำจุดสูงสุดใหม่ หนุนกำไร 1H26 อยู่ที่ 4.4 พันล้านบาท (+17% YoY) (บล.หยวนต้า, บล.บัวหลวง, บล.เมย์แบงก์, บล.เคจีไอ, บล.ฟิลลิป, บล.กรุงศรี, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.พาย) + คุณภาพสินทรัพย์แข็งแกร่ง และการตั้งสำรอง (Credit Cost) ลดลง : อัตรา NPL ลดลงเหลือ 1.86% - 1.9% และ NPL Coverage Ratio เพิ่มขึ้นสูงถึง 426% ทำให้ภาระการตั้งสำรองลดลงเหลือ 4.86% - 4.9% (บล.หยวนต้า, บล.บัวหลวง, บล.เมย์แบงก์, บล.เคจีไอ, บล.ฟิลลิป, บล.กรุงศรี, บล.พาย) + อัตราส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ปรับตัวดีขึ้น : NIM เพิ่มขึ้นเป็น 13.5% (หรือ 19.6% ตามเกณฑ์คำนวณของบางแห่ง) จากผลตอบแทนสินเชื่อที่สูงขึ้น และต้นทุนทางการเงินที่ลดลงจากการรีไฟแนนซ์ (บล.หยวนต้า, บล.บัวหลวง, บล.เมย์แบงก์, บล.เคจีไอ, บล.พาย) + แนวโน้มกำไรปี 2026 เติบโตทำจุดสูงสุดใหม่ : คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2026 อยู่ที่ 8.5 - 8.58 พันล้านบาท (+9% ถึง +10.3% YoY) และปรับเพิ่มประมาณการกำไรขึ้น 3% - 12.9% (บล.หยวนต้า, บล.บัวหลวง, บล.เมย์แบงก์, บล.ฟิลลิป, บล.กรุงศรี, บล.พาย) + การควบคุมค่าใช้จ่ายดำเนินงาน (Opex) มีประสิทธิภาพ : ต้นทุนการดำเนินงานทรงตัวและต่ำกว่าคาด ช่วยหนุนอัตรากำไร (บล.บัวหลวง, บล.เมย์แบงก์, บล.ฟิลลิป, บล.กรุงศรี) + เงินปันผลน่าสนใจ (Dividend Yield สูง) : คาดการณ์ Dividend Yield มากกว่า 5% โดยมีแนวโน้มปรับเพิ่มอัตราการจ่ายปันผล (Payout Ratio) เป็น 58% - 70% เนื่องจาก D/E Ratio อยู่ในระดับต่ำเพียง 1.4 เท่า (บล.หยวนต้า, บล.บัวหลวง, บล.เมย์แบงก์, บล.กรุงศรี, บล.พาย) + ส่วนแบ่งตลาดบัตรเครดิตโตแกร่ง : ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรโตกว่าอุตสาหกรรม 2 เท่า และส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 13.4% ใน 1H69 (บล.เมย์แบงก์) + ธุรกิจใหม่หนุนการเติบโตระยะยาว : การรุกธุรกิจนายหน้าประกันภัยจะช่วยสร้างรายได้ค่าธรรมเนียม margin สูง โดยไม่ต้องใช้เงินทุนมากและไม่มีความเสี่ยง NPL (บล.เมย์แบงก์, บล.กรุงศรี) + อันดับความน่าเชื่อถือสูง : ได้รับ Rating ระดับ AA ช่วยให้ได้เปรียบด้านต้นทุนทางการเงินในระยะยาว (บล.เมย์แบงก์) + ฐานลูกค้าแข็งแกร่ง : เน้นกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้มากกว่า 25,000 บาท/เดือน มากกว่า 50% ของพอร์ต (บล.เคจีไอ) ปัจจัยลบ - - การเติบโตของสินเชื่อยังฟื้นตัวช้าและหดตัว : ยอดสินเชื่อรวมยังทรงตัว QoQ (+1% YoY) โดยสินเชื่อบัตรเครดิตหดตัว -0.6% QoQ และสินเชื่อส่วนบุคคลเติบโตชะลอตัว เนื่องจากบริษัทยังคงระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อใหม่ (บล.บัวหลวง, บล.เมย์แบงก์, บล.เคจีไอ, บล.ฟิลลิป, บล.พาย) - แนวโน้มกำไร 3Q26 อาจชะลอตัวลง QoQ : คาดกำไร 3Q26 ปรับลดลงประมาณ -6% QoQ อยู่ที่ 2.1 พันล้านบาท จากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (Opex) และ Credit Cost ที่คาดว่าจะเร่งตัวขึ้นตามฤดูกาล (บล.บัวหลวง, บล.เคจีไอ, บล.พาย) - ความเสี่ยงการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในอนาคต : การเปิดตัวของ Virtual Bank และธนาคารคลิกซ์ (CLICX) ในปี 2027 ซึ่งเน้นสินเชื่อไม่มีหลักประกัน อาจกระทบต่อการเติบโตของสินเชื่อบุคคลและบัตรเครดิตของบริษัท (บล.พาย) - ความท้าทายในการเติบโตของกำไรปี 2027 : คาดการเติบโตจะท้าทายมากขึ้น (+2% ถึง +4% YoY) เนื่องจากวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงเริ่มสิ้นสุดลง และฐานภาษีกลับสู่ระดับปกติ ทำให้อัตราส่วน ROE มีแนวโน้มปรับลดลง (บล.บัวหลวง, บล.เมย์แบงก์, บล.พาย) - หนี้เสียใหม่ยังมีเพิ่มขึ้นในบางกลุ่ม : หนี้เสียปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากกลุ่มบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล (บล.พาย) ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |