สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 13 ส.ค. 69 ชื่อโบรก | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย | บล.ฟิลลิป | ซื้อ | 18.80 บาท | บล.ทรีนีตี้ | ซื้อเมื่ออ่อนตัว | 18.60 บาท | บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) | ซื้อ | 18.20 บาท | บล.ทิสโก้ | ถือ | 18.00 บาท | บล.กรุงศรี | Neutral | 17.00 บาท | บล.เคจีไอ | ถือ | 16.80 บาท | บล.เอเซียพลัส | Trading | 15.60 บาท |
สรุปปัจจัยบวก + + กำไรสุทธิ 2Q69 โดดเด่นเติบโตสูงและมากกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ : รายงานกำไรสุทธิ 2Q69 อยู่ที่ 1.60 - 1.65 พันล้านบาท (+49% YoY, +309% ถึง +310% QoQ) สูงกว่าที่นักวิเคราะห์และคอนเซนซัสคาดอย่างมาก (บล.ทรีนีตี้, บล.ทิสโก้, บล.ฟิลลิป, บล.เอเซียพลัส, บล.เคจีไอ, บล.กรุงศรี, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย)) + ส่วนแบ่งกำไรจากโครงการร่วมทุน (JV) ในออสเตรเลียเติบโตแกร่ง : ได้รับแรงหนุนจากการโอนกรรมสิทธิ์ในช่วง High Season (การปิดงบปีบัญชี) หนุนส่วนแบ่งกำไรโตเด่นแตะ 889.6 - 890 ล้านบาท (+99% ถึง +100% YoY, +758.9% ถึง +760% QoQ) (บล.ทรีนีตี้, บล.ทิสโก้, บล.ฟิลลิป, บล.เอเซียพลัส, บล.เคจีไอ, บล.กรุงศรี, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย)) + ยอดโอนกรรมสิทธิ์ฟื้นตัวดีขึ้น QoQ : ยอดโอนรวม 2Q69 อยู่ที่ 6.8 - 9.8 พันล้านบาท (ทรงตัว YoY, +83% ถึง +87% QoQ) โดยมีคอนโดใหม่ Supalai Sense Srinakarin เริ่มโอนกรรมสิทธิ์มูลค่า 1.0 พันล้านบาท (บล.ทรีนีตี้, บล.ทิสโก้, บล.ฟิลลิป, บล.เอเซียพลัส, บล.เคจีไอ, บล.กรุงศรี) + แนวโน้มผลงาน 2H69 ได้รับปัจจัยหนุนจากคอนโดมิเนียมใหม่เสร็จพร้อมโอน : เตรียมรับรู้รายได้จากคอนโดใหม่ที่มาร์จิ้นสูง ได้แก่ Supalai Parc เอกมัย-พัฒนาการ (มูลค่า 4.6 พันล้านบาท) และ Supalai คราม เขาเต่า (มูลค่า 480 ล้านบาท) ช่วยหนุนยอดโอนและอัตรากำไรขั้นต้น (Margin) ฟื้นตัว (บล.ทรีนีตี้, บล.ฟิลลิป, บล.เอเซียพลัส, บล.เคจีไอ, บล.กรุงศรี) + จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลและให้ Dividend Yield จูงใจ : ประกาศจ่ายปันผล 1H69 ในอัตรา 0.55 บาท/หุ้น (ขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 25 ส.ค. 2569) ให้ Dividend Yield ระยะสั้นราว 3.4% - 3.5% และคาดการณ์ Yield ทั้งปีสูงถึง 8% - 8.8% (บล.ทรีนีตี้, บล.ทิสโก้, บล.ฟิลลิป, บล.เอเซียพลัส, บล.เคจีไอ) + ต้นทุนทางการเงินและอัตราภาษีจ่ายลดลง : ต้นทุนทางการเงินลดลง 22% YoY จากการออกหุ้นกู้ต้นทุนต่ำ และอัตราภาษีจ่ายจริงลดลงเหลือ 17.7% - 30% ช่วยหนุนบรรทัดสุดท้ายของกำไร (บล.ทิสโก้, บล.เคจีไอ) + ยอดยอดจอง (Presales) ยังอยู่ในเส้นทางตามเป้าหมาย : 1H69 มียอด Presales รวม 1.29 - 1.3 หมื่นล้านบาท (+9% YoY) คิดเป็น 43% ของเป้าหมายทั้งปีที่ 3.0 หมื่นล้านบาท (บล.ทรีนีตี้, บล.ทิสโก้) สรุปปัจจัยลบ - อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ยังไม่สดใสถูกกดดันจากสงครามราคา : Gross Margin ใน 2Q69 อยู่ที่ราว 30% - 30.4% ลดลง YoY จากการใช้โปรโมชั่นการตลาดเพื่อการแข่งขันในโครงการแนวราบที่สูงขึ้น และสัดส่วนยอดโอนคอนโดมิเนียมยังต่ำ (บล.ทรีนีตี้, บล.ทิสโก้, บล.เอเซียพลัส, บล.เคจีไอ, บล.กรุงศรี) - กำไรใน 2Q69 พีคสุดของปีและอาจอ่อนตัวลงในไตรมาสถัดไป : การเติบโตของกำไรมาจากปัจจัยฤดูกาล (High Season) ของออสเตรเลียมากกว่าการฟื้นตัวของภาคอสังหาฯ ในไทย ทำให้ส่วนแบ่งกำไร JV ออสเตรเลียมีโอกาสลดลงใน 3Q69 (บล.ทิสโก้, บล.เอเซียพลัส, บล.เคจีไอ) - ยอดปฏิเสธสินเชื่อ (Reject Rate) จากธนาคารอยู่ในระดับสูง : หนี้ภาคครัวเรือน รูปแบบ "ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง" และมาตรการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดของแบงก์ยังเป็นตัวกดดันยอดขาย (บล.ทรีนีตี้, บล.ทิสโก้, บล.เคจีไอ, บล.กรุงศรี) - กำลังซื้อของลูกค้าระดับกลาง-ล่างยังชะลอตัว : ความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นตัวช้า ลูกค้าเลื่อนการตัดสินใจซื้อ และกลุ่มลูกค้าหลักของบริษัทได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ (บล.ทรีนีตี้, บล.เคจีไอ, บล.กรุงศรี) - ความเสี่ยงด้านต้นทุนและการแข่งขันในตลาด : ราคาที่ดิน CBD ปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนการก่อสร้างยังคงสูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงครามประมาณ 5-6% รวมทั้งการแข่งขันเปิดโครงการใหม่ในตลาดแนวราบที่รุนแรง (บล.ทรีนีตี้, บล.ทิสโก้) - ความล่าช้าในกระบวนการทำงานและการโอน : ความเสี่ยงจากการอนุมัติ EIA ล่าช้า การขาดแคลนแรงงานฝีมือ และความไม่แน่นอนของช่วงเวลาการโอนโครงการในออสเตรเลีย (บล.ทิสโก้) |