*** สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) ปิดที่ 67.02 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.81 ดอลลาร์ หรือ 2.78% สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ปิดที่ 72.48 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.73 ดอลลาร์ หรือ 2.45% ราคาน้ำมันโลกปรับตัวขึ้นประมาณ 2% เมื่อวันศุกร์ โดยนักลงทุนกังวลว่าจะเกิดการหยุดชะงักด้านอุปทาน ขณะที่การเจรจานิวเคลียร์ระหว่าง สหรัฐฯ กับอิหร่านยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ ทำให้มีแรงซื้อเข้ามาในตลาดเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการหยุดส่งออกพลังงาน ขณะที่ล่าสุด ราคาน้ำมันในตลาดโลกทะยานขึ้นมากกว่า 8% ในวันจันทร์ (2 มี.ค.) แตะระดับสูงสุดในรอบหลายเดือน หลังอิหร่านและอิสราเอลยกระดับการโจมตีในตะวันออกกลาง ส่งผลให้เรือบรรทุกน้ำมันได้รับความเสียหาย และกระทบการขนส่งน้ำมันในภูมิภาค *** ดัชนีราคาผู้ผลิตทั่วไป (Headline PPI) เพิ่มขึ้น 2.9% เมื่อเทียบรายปี ในเดือนม.ค. ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิตพื้นฐาน (Core PPI) เร่งตัวขึ้น 3.6% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2% ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อย่างชัดเจน สะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคายังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ เมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี Headline PPI เพิ่มขึ้น 0.5% ในเดือนม.ค. สูงกว่าคาดที่ 0.3% และมากกว่าเดือนก่อนอยู่ 0.1 จุดเปอร์เซ็นต์ ส่วนดัชนี Core PPI เพิ่มขึ้น 0.8% สูงกว่าระดับ 0.6% ในเดือนธ.ค. 2025 และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์ในผลสำรวจของ Dow Jones คาดการณ์ไว้ที่ 0.3% *** ที่ประชุมกลุ่ม OPEC+ เห็นพ้องในหลักการให้เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันในเดือนเม.ย. ท่ามกลางความตึงเครียดจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น แหล่งข่าวซึ่งเป็นผู้แทนจากกลุ่มฯ เปิดเผยหลังการประชุมวันนี้ว่า สมาชิกหลักนำโดยซาอุดีอาระเบียและรัสเซียเห็นชอบให้เพิ่มกำลังการผลิตอีก 206,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนเม.ย. ซึ่งก่อนหน้านี้ ที่ประชุมมีมติให้ชะลอการเพิ่มกำลังการผลิตในไตรมาสแรกออกไป *** เรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่มีกำหนดเข้ารับสินค้าที่กาตาร์หรือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีแนวโน้มชะลอหรือยกเลิกแผนการเดินเรือชั่วคราว หลังผู้ประกอบการเรือและผู้ค้าส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงการผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรง ข้อมูลติดตามการเดินเรือที่รวบรวมโดยบลูมเบิร์กระบุว่า มีเรือบรรทุก LNG อย่างน้อย 13 ลำซึ่งอยู่ฝั่งตะวันออกของช่องแคบฮอร์มุซเปลี่ยนเส้นทางออกจากพื้นที่ ขณะที่เรือ LNG และเรือพาณิชย์ประเภทอื่น ๆ หยุดล่องผ่านเส้นทางดังกล่าวในช่วงสุดสัปดาห์ ภายหลังการโจมตีอิหร่านครั้งแรกโดยสหรัฐและอิสราเอล *** Goldman Sachs เตือนว่า หากการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซต้องหยุดลงนาน 1 เดือน ราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปอาจพุ่งขึ้นมากกว่าสองเท่า โดยปัจจุบันราคาก๊าซในยุโรปและเอเชียยังแทบไม่ได้สะท้อนความเสี่ยงจากสถานการณ์อิหร่านอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณ 20% ของปริมาณการค้าทั่วโลก โดยเฉพาะจากกาตาร์ ต้องขนส่งผ่านช่องแคบดังกล่าว หากเส้นทางถูกปิด ราคาก๊าซยุโรปและ LNG ในตลาดเอเชียอาจทะยานขึ้นราว 130% ไปแตะระดับ 25 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู *** นักวิเคราะห์เตือนว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก อาจทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก เนื่องจากมากกว่า 20 % ของน้ำมันดิบที่ค้าทางทะเลลำเลียงผ่านช่องแคบนี้ หากการจราจรทางทะเลหยุดชะงักหรือถูกปิด ราคาน้ำมันดิบทั้งเบรนท์และเวสต์เทกซัส อินเตอร์มีเดียต อาจพุ่งแตะระดับ ใกล้หรือเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากแรงกดดันด้านอุปทานและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น *** ตลาดหุ้นเอเชีย-แปซิฟิกมีแนวโน้มปรับตัวลงในวันจันทร์ หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ส่งผลให้อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิต และส่งผลให้สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางรุนแรงมากขึ้น *** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าจะล้างแค้นต่อการเสียชีวิตของทหารอเมริกัน 3 นาย พร้อมยืนยันว่าปฏิบัติการทางทหารในอิหร่านซึ่งเริ่มต้นเมื่อวันเสาร์จะเดินหน้าต่อไป โดยทรัมป์กล่าวผ่านคลิปที่บันทึกไว้ล่วงหน้าและเผยแพร่ทาง Truth Social เมื่อบ่ายวันอาทิตย์ ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ของ CNBC ว่า ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในอิหร่าน “คืบหน้าเร็วกว่ากำหนด” *** เหตุโจมตีในอิหร่านและหลายพื้นที่ในตะวันออกกลาง ส่งผลให้สายการบินต้องยกเลิกเที่ยวบินหลายพันเที่ยว การปิดน่านฟ้าทำให้ผู้โดยสารมีทางเลือกจำกัด อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะมีการจัดเที่ยวบินอพยพหรือรับพลเมืองกลับประเทศ หลังเปิดน่านฟ้าอีกครั้งและสายการบินประเมินสถานการณ์ด้านความปลอดภัยแล้ว *** เกิดเหตุโจมตีจากอิหร่านใกล้ท่าเรือ Mina Salman Port ในกรุงมานามา ประเทศบาห์เรน ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้บริเวณสถานที่ด้านการเดินเรือใกล้ท่าเรือดังกล่าว โดยกระทรวงมหาดไทยบาห์เรนระบุว่าเป็นการรุกรานของอิหร่าน และขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งควบคุมสถานการณ์ ด้าน Al Jazeera รายงานว่า ภาพวิดีโอที่ได้รับการตรวจสอบแล้วเผยให้เห็นเจ้าหน้าที่ดับเพลิงพยายามฉีดน้ำสกัดเปลวไฟ ขณะที่กลุ่มควันขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้นจากจุดเกิดเหตุ *** การสังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ส่งผลให้ประเทศเข้าสู่วิกฤตที่อันตรายที่สุดนับตั้งแต่การปฏิวัติปี 1979 โดยประเทศต้องเผชิญทั้งสงครามบนแผ่นดินตนเอง กระบวนการสืบทอดตำแหน่งที่ยังไม่ชัดเจน และแรงกดดันภายในที่ทวีความรุนแรง อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่และนักวิเคราะห์ในภูมิภาค 5 ราย มองว่ายังไม่ควรด่วนสรุปว่าอิหร่านจะล่มสลายอย่างรวดเร็ว โดยชี้ว่าระบบการเมืองของอิหร่านถูกออกแบบมาอย่างตั้งใจเพื่อไม่ให้พึ่งพาบุคคลใดเพียงคนเดียว อำนาจถูกกระจายไปยังสถาบันศาสนา กลไกความมั่นคง และเครือข่ายอำนาจต่าง ๆ เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบอบ แม้ในยามวิกฤต  *** อิสราเอลเปิดฉากโจมตีระลอกใหม่ใส่กรุงเตหะรานเมื่อวันอาทิตย์ ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธเพิ่มเติม เพียงหนึ่งวันหลังการสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งยิ่งสร้างความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกัน กองทัพอิสราเอลระบุว่าสามารถสกัดกั้นวัตถุยิงจากเลบานอนได้ในช่วงเช้าวันจันทร์ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณแรกของการที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ พันธมิตรสำคัญของอิหร่านเข้าร่วมในความขัดแย้งครั้งนี้ ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ กล่าวว่า ปฏิบัติการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ควบคุมโครงการขีปนาวุธ และขจัดภัยคุกคามต่อสหรัฐและพันธมิตร โดยกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ระบุว่า นับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการ สหรัฐได้โจมตีเป้าหมายในอิหร่านแล้วมากกว่า 1,000 แห่ง สะท้อนการยกระดับความขัดแย้งที่อาจส่งผลกระทบในวงกว้างทั้งด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจโลก *** บาห์เรน, จอร์แดน, คูเวต, กาตาร์, ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ออกแถลงการณ์ร่วมกับสหรัฐฯ ประณามการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านว่าเป็นการกระทำที่ไร้การเลือกเป้าหมายและขาดความยับยั้งชั่งใจ แถลงการณ์ระบุว่า การโจมตีดังกล่าวพุ่งเป้าไปยังดินแดนอธิปไตยของประเทศอื่น ทำให้พลเรือนตกอยู่ในความเสี่ยงและสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน พร้อมชี้ว่า การมุ่งเป้าประชาชนและประเทศที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในความขัดแย้ง เป็นพฤติกรรมที่ประมาทและบั่นทอนเสถียรภาพในภูมิภาค *** ผลสำรวจของ Reuters/Ipsos ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันอาทิตย์ ระบุว่า ชาวอเมริกันเพียง 1 ใน 4 เห็นชอบต่อการโจมตีของสหรัฐฯ ที่ส่งผลให้ผู้นำอิหร่านเสียชีวิต ขณะที่ราวครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถาม รวมถึง 1 ใน 4 ของผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกัน มองว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีแนวโน้มใช้กำลังทหารมากเกินไป ตัวเลขผลสำรวจชี้ว่า 27% เห็นด้วยกับปฏิบัติการดังกล่าว ขณะที่ 43% ไม่เห็นด้วย และอีก 29% ยังไม่แน่ใจ ทั้งนี้ ประมาณ 9 ใน 10 ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าได้รับรู้ข่าวการโจมตี ซึ่งเริ่มขึ้นในช่วงเช้าวันเสาร์ อย่างน้อยในระดับหนึ่ง *** ราคาทองคำพุ่งขึ้นสูงสุด 2% ในวันจันทร์ หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ต่ออิหร่าน ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงได้ซ้ำเติมความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจโลก โดยราคาทองคำสปอตปรับขึ้น 1.72% แตะ 5,368.09 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ณ เวลา 7.10 น. ตามเวลาไทย ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 4 สัปดาห์ ขณะที่สัญญาทองคำล่วงหน้าของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 2.58% สู่ระดับ 5,382.60 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังอิสราเอลเปิดฉากโจมตีระลอกใหม่ต่อกรุงเตหะรานเมื่อวันอาทิตย์ และอิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธเพิ่มเติม เพียงหนึ่งวันหลังการสังหารผู้นำสูงสุด ซึ่งยิ่งผลักดันสถานการณ์ในตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะเปราะบางมากขึ้น นักลงทุนจึงแห่เข้าซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความผันผวนที่เพิ่มขึ้น *** การจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอลงในเดือนก.พ. หลังจากเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบหนึ่งปีในเดือนม.ค. สะท้อนว่า ตลาดแรงงานกำลังกลับเข้าสู่จังหวะการจ้างงานในระดับปานกลางและยั่งยืนมากขึ้น โดยนักเศรษฐศาสตร์คาดว่า การจ้างงานเดือนก.พ. จะเพิ่มขึ้นราว 60,000 ตำแหน่ง ลดลงกว่าครึ่งเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี ตามผลสำรวจของบลูมเบิร์ก ก่อนการเปิดเผยรายงานในวันศุกร์นี้ ขณะที่อัตราการว่างงานคาดว่าจะทรงตัวที่ระดับ 4.3% *** การประชุมสองสภา (Two Sessions) ประจำปีนี้ของจีน เตรียมกำหนดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2026 พร้อมวางลำดับความสำคัญที่เชื่อมโยงกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับใหม่ระยะ 5 ปี โดยนักลงทุนจับตาความชัดเจนเกี่ยวกับยุทธศาสตร์เทคโนโลยี และมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจภาคการบริโภคภายในประเทศ ตลาดยังรอรายละเอียดว่า ปักกิ่งจะสนับสนุนนวัตกรรมอย่างไร รวมถึงแนวทางกระตุ้นความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นจีน และมาตรการเชิงรูปธรรมเพื่อกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศ การประชุมครั้งนี้ครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่ เทคโนโลยี การบริโภค การแก้ปัญหา “Anti-involution” ภาคอสังหาริมทรัพย์ ตลาดพันธบัตร และการผลักดันเงินหยวนสู่เวทีสากล โดยนักลงทุนจะประเมินท่าทีของผู้กำหนดนโยบายต่อการลดกำลังการผลิตส่วนเกิน ควบคู่กับการรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและแรงกดดันด้านการจ้างงาน *** เกร็ก อาเบล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ของ Berkshire Hathaway ส่งจดหมายถึงผู้ถือหุ้นฉบับแรก โดยยืนยันว่าจะสานต่อแนวทางบริหารแบบเดิมภายใต้ยุคของวอร์เรน บัฟเฟตต์ พร้อมระบุว่าวัฒนธรรมองค์กร วินัยด้านการลงทุน และการจัดสรรเงินทุนอย่างรอบคอบจะ “ไม่เปลี่ยนแปลงและดำรงต่อไป” แม้เข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านผู้นำ อาเบลยกย่องบัฟเฟตต์ว่าเป็นนักลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล และยอมรับว่าการก้าวตามรอยถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง ด้านผู้ถือหุ้นและนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ให้คะแนนบวกแก่อาเบลสำหรับจดหมายประจำปีฉบับแรกในฐานะซีอีโอ โดยชื่นชมความชัดเจนในการยืนยันว่าจะรักษาค่านิยมและปรัชญาการดำเนินธุรกิจที่สั่งสมมายาวนานของบริษัทเอาไว้ 
|