TACC ทุ่มงบลงทุน 45 ลบ. เข้าซื้อหุ้นสัดส่วน 30% บริษัท เบทเทอร์บีมฟู้ด จำกัด เจ้าของแบรนด์ชาไทย "ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน" หวังต่อยอดธุรกิจหลักและขยายช่องทางตลาด B2C เป็น 15% ภายใน 3 ปี และเล็งดันเข้าตลาดหุ้นภายใน 2-3 ปีข้างหน้า พร้อมแย้มจ่อปิดดีล JV แบรนด์เครื่องดื่มใหม่เพิ่มอีก 1 ราย ภายในช่วงปลายไตรมาส 3/69 นางสาวไตรทิพย์ ศิวะกฤษณ์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม (Co-CEO) บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TACC เปิดเผยว่า TACC ได้เข้าลงทุนเชิงกลยุทธ์ใน บริษัท เบทเทอร์บีมฟู้ด จำกัด (Betterbeam Food) เจ้าของแบรนด์ชาไทยยอดนิยม "ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน" ในสัดส่วนการถือหุ้น 30% รวมมูลค่า 45 ล้านบาท เพื่อสร้างความร่วมมือในการยกระดับอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทยโดยเฉพาะกลุ่มชาไทยที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้แบรนด์ "ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน" เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ครองใจผู้บริโภครุ่นใหม่ ขณะที่ TACC เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านชา กาแฟ และเครื่องดื่ม ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์คาเฟ่และร้านสะดวกซื้อชั้นนำ การผนึกกำลังครั้งนี้จึงเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย และส่งมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับให้กับผู้บริโภค ขณะที่เงินลงทุน 45 ล้านบาทนั้น ส่วนหนึ่งจะนำไปใช้ขยายสาขาของแบรนด์ "ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน" และจะมีโปรดักส์ใหม่ที่กำลังออก โดยจะจำหน่ายผ่านอีกหนึ่งช่องทางเพื่อกระจายให้ลูกค้า อย่างไรก็ตามการเข้าลงทุนในครั้งนี้จะมีบริษัทจะรับรู้รายได้ในรูปแบบส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุน ซึ่งเบื้องต้นจะเริ่มบันทึกเข้ามาในงบช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้และคาดว่าจะเข้ามาอย่างมีนัยสำคัญในช่วงต้นปีหน้า สำหรับการลงทุนเชิงกลยุทธ์ครั้งนี้ต่อยอดจากความเชี่ยวชาญหลักของ TACC ในธุรกิจเครื่องดื่มโดยเฉพาะกลุ่มชาและกาแฟ ขยายจากการเป็นผู้อยู่เบื้องหลังแบรนด์ (B2B) สู่การสร้างการเติบโตผ่านแบรนด์ที่เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง (B2C) พร้อมเพิ่มโอกาสการเติบโตผ่านช่องทางใหม่อย่างยั่งยืน มุ่งสร้างผลตอบแทนระยะยาวให้แก่ผู้ถือหุ้น ผ่านการขยายธุรกิจ การต่อยอดนวัตกรรม และการสร้างคุณค่าร่วมให้กับทุกภาคส่วน บริษัทมีแผนที่จะกระจายความเสี่ยงจากกลุ่มตลาด B2B ไปสู่กลุ่มตลาด B2C เพิ่มมากขึ้น โดยปัจจุบันสัดส่วนกลุ่มตลาด B2B คิดเป็นประมาณ 95-98% ของรายได้รวม ซึ่งการทำดีลกับแบรนด์ใหม่ทั้ง 2 รายที่กำลังทำอยู่ จะทำให้สัดส่วนธุรกิจแบบ B2C เพิ่มขึ้นอย่างจริงจัง โดยตั้งเป้าหมายภายใน 3 ปีข้างหน้า สัดส่วนรายได้จาก B2C จะขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 15% ส่วนแผนการนำแบรนด์ฉันจะกินชาเย็นทุกวันขยายตลาดไปสู่ต่างประเทศ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบ เพื่อหาทำเลที่เหมาะสมและส่งผลกระทบเชิงบวกต่อแบรนด์มากที่สุด โดยบริษัทต้องการสร้างฐานในประเทศให้แข็งแรงก่อนที่จะรุกสู่ตลาดสากลอย่างเต็มตัว อย่างไรก็ตามยอมรับว่า TACC มีแผนที่จะนำบริษัท เบทเทอร์บีมฟู้ด จำกัด เข้าจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) ในอนาคต แต่เบื้องต้นอาจต้องใช้เวลาอีกซักระยะ เพราะปัจจุบันบริษัทยังรูปแบบจำกัดอยู่ จึงทำให้ต้องพิจารณาเรื่องระบบบัญชีและอยากให้ตัวบริษัทต้องมีความพร้อมจริงๆ และสร้างฐานธุรกิจให้แข็งแกร่งก่อน รวมถึงพิจารณาแผนการขยายธุรกิจมีความจำเป็นต้องระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯขนาดไหน พร้อมคาดว่าอาจใช้เวลา 2-3 ปีข้างหน้าในการพิจารณาเข้าระดมทุนอีกครั้งหนึ่ง "ความร่วมมือครั้งนี้ คือการรวมพลังเชิงกลยุทธ์ (Strategic Synergy) เพื่อสร้าง Growth Engine ใหม่ให้แก่อุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย โดยจะพลิกโฉมการเติบโตผ่านการเชื่อมโยงศักยภาพตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การผลิต การสร้างแบรนด์ ไปจนถึงการเข้าถึงผู้บริโภคอย่างครบวงจร พร้อมยกระดับความสามารถในการแข่งขันของทั้งสององค์กรอย่างก้าวกระโดด การลงทุนครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้างระบบนิเวศธุรกิจเครื่องดื่มที่แข็งแกร่ง รองรับการเติบโตในมิติใหม่อย่างยั่งยืน" นางสาวไตรทิพย์ กล่าว นอกเหนือจากการร่วมลงทุนในดีลดังกล่าวแล้ว ปัจจุบันบริษัทยังอยู่ระหว่างเจรจากับแบรนด์เครื่องดื่มในประเทศอีก 1 แบรนด์ ซึ่งเป็นลักษณะร่วมลงทุน (JV) โดย TACC จะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และมีมูลค่าเงินลงทุนใกล้เคียงกับดีลแรก โดยคาดว่าจะเห็นความชัดเจนได้ภายในช่วงปลายไตรมาส 3/69 อย่างไรก็ตามเมื่อรวมทั้ง 2 ดีล คาดว่าจะมีมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 80 กว่าล้านบาท นางสาวพันธ์ทิพย์ ดีเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบทเทอร์บีมฟู้ด จำกัด กล่าวว่าปัจจุบันแบรนด์ฉันจะกินชาเย็นทุกวันมีจำนวนสาขาที่เปิดให้บริการแล้วจำนวน 27 แห่งในกรุงเทพฯ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภคและบริษัทฯมีแผนขยายสาขาเพิ่มเติมทั้งในกรุงเทพฯและหัวเมืองใหญ่ เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น พร้อมทั้งพัฒนารูปแบบร้านและเมนูใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภครุ่นใหม่ไปพร้อมกัน สำหรับความร่วมมือกับ TACC จะเป็นการเสริมศักยภาพของแบรนด์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดย TACC มีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเครื่องดื่ม ระบบซัพพลายเชน และโครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจ ซึ่งจะสนับสนุนให้ Betterbeam Food สามารถขยายธุรกิจได้อย่างรวดเร็วและมีมาตรฐานสากล ส่วนแผนการขยายสาขานั้น คาดว่าจะใช้งบลงทุนสาขาละไม่เกิน 2 ล้านบาท โดยบริษัทให้ความสำคัญกับระบบ Supply Chain เพื่อรักษามาตรฐานคุณภาพสินค้าให้เหมือนกันทุกแห่ง ส่วนแผนขยายสาขาในต่างจังหวัดปัจจุบันมีในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นและชลบุรีแล้ว และการขยายในพื้นที่อื่นๆที่กำลังมองอยู่ ซึ่งอาจต้องวางแผนการบริหารจัดการในอนาคตด้วย "การจับมือกับ TACC ไม่เพียงช่วยให้เรามีทรัพยากรและองค์ความรู้ที่ครบถ้วน แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสใหม่ในการเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างมากขึ้น เราเชื่อว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการยกระดับเครื่องดื่มไทยให้เติบโตได้ไกลกว่าเดิม และสร้างคุณค่าร่วมทั้งต่อผู้บริโภค และพันธมิตรทางธุรกิจ" นางสาวพันธ์ทิพย์ กล่าว ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |