สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 8 ก.ค.69 ชื่อโบรกเกอร์ | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย (บาท) | บล.ยูโอบีเคย์เฮียน | ซื้อ | 39.00 | บล.ทรีนีตี้ | ซื้อ | 34.00 | บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส | ซื้อ | 34.00 | บล.ดาโอ (ประเทศไทย) | ซื้อ | 32.50 | บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) | TRADING | 32.00 | บล.ทิสโก้ | ซื้อ | 32.00 | บล.กรุงศรี | Neutral | 29.00 | บล.ลิเบอเรเตอร์ | Non-rated | 28.29 | บล.บัวหลวง | ล็อคกำไร (ปรับคำแนะนำลงเป็นขาย) | - |
สรุปปัจจัยบวก + + แนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาส 2/26 (2Q26) เติบโตอย่างโดดเด่นทั้ง QoQ และ YoY โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์กำไรสุทธิ/กำไรหลักเฉลี่ยอยู่ในกรอบประมาณ 1,590 - 2,159 ล้านบาท (เติบโต +7% ถึง +40% QoQ และ +48% ถึง +118% YoY) ถือเป็นไตรมาสที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022 หนุนโดยปริมาณขายที่ฟื้นตัวหลังผ่านช่วงวันหยุดยาว และความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ในไทยและอาเซียนที่แข็งแกร่ง (บล.หยวนต้า, บล.ทรีนีตี้, บล.บัวหลวง, บล.กรุงศรี, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.ดาโอ, บล.ทิสโก้, บล.ลิเบอเรเตอร์) + ธุรกิจ Fajar ในอินโดนีเซียพลิกฟื้นกลับมาทำกำไร คาดการณ์ผลงานใน 2Q26 ฟื้นตัวเร็วกว่าคาด โดยจะกลับมาอยู่ในระดับจุดคุ้มทุน (Net profit breakeven) ไปจนถึงทำกำไรสุทธิได้ราว 300 ล้านบาท หรือมี EBITDA ราว 460 ล้านบาท นับเป็นการกลับมามีกำไรครั้งแรกในรอบหลายปี หนุนโดยปริมาณขายที่ฟื้นตัวหลังสิ้นสุดช่วงวันหยุดถือศีลอด (Ramadan) และการปรับราคาขายในประเทศขึ้นได้ราว 30-40 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน มาอยู่ที่ใกล้เคียง 400 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน (ประมาณ 6,800 บาท/ตัน) ซึ่งใกล้เคียงราคาตลาดภูมิภาค (บล.หยวนต้า, บล.ทรีนีตี้, บล.บัวหลวง, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.ดาโอ, บล.ทิสโก้, บล.ลิเบอเรเตอร์) + ความสามารถในการปรับขึ้นราคาขายสินค้าตามต้นทุนได้ดีขึ้น ช่วยหนุนรายได้และขยายอัตรากำไร (Margin) โดยเฉพาะกลุ่ม Integrated Packaging และกระดาษบรรจุภัณฑ์ (Packaging Paper) ในอินโดนีเซียและเวียดนาม รวมถึงสินค้ากลุ่มเยื่อและกระดาษ (Fibrous Business) ที่ได้อานิสงส์จากโรงเรียนเปิดเทอมและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ (บล.หยวนต้า, บล.ทรีนีตี้, บล.บัวหลวง, บล.กรุงศรี, บล.ดาโอ, บล.ทิสโก้, บล.ลิเบอเรเตอร์) + กลุ่มเยื่อและกระดาษ (Fibrous Business) ฟื้นตัวชัดเจน เนื่องจากไม่มีการหยุดซ่อมบำรุงโรงงานผลิตเยื่อกระดาษละลาย (Dissolving Pulp) เหมือนในไตรมาสก่อนหน้า (ที่หยุดซ่อมบำรุง 15 วันใน 1Q26) ทำให้เดินเครื่องผลิตได้เต็มไตรมาส ประกอบกับราคาตลาดของเยื่อกระดาษและราคาเยื่อกระดาษละลายปรับตัวดีขึ้น (บล.ทรีนีตี้, บล.บัวหลวง, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ทิสโก้, บล.ลิเบอเรเตอร์) + การปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2026 โบรกเกอร์บางแห่งปรับประมาณการกำไรปี 2026 ขึ้น (เช่น บล.ทรีนีตี้ ปรับขึ้น 76% เป็น 7,317 ล้านบาท, บล.กรุงศรี ปรับขึ้น 14-21%, บล.ดาโอ ปรับขึ้น 7% เป็น 6.0 พันล้านบาท) เพื่อสะท้อนอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) และ EBITDA margin ที่ดีกว่าคาด (บล.ทรีนีตี้, บล.กรุงศรี, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.ดาโอ) สรุปปัจจัยลบ -
- แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/26 (3Q26) อาจชะลอตัวลง QoQ เนื่องจากปัจจัยทางฤดูกาล และการเริ่มรับรู้ต้นทุนกระดาษรีไซเคิล (RCP Cost) ที่แท้จริงจากการเหลื่อมเวลา (Lag Effect) ของราคาที่ปรับสูงขึ้นใน 2Q26 รวมถึงต้นทุนพลังงานและถ่านหินที่สูงขึ้น ซึ่งอาจกดดันอัตรากำไร (Margin) ของทั้งธุรกิจบรรจุภัณฑ์และเยื่อกระดาษ (บล.หยวนต้า, บล.ทรีนีตี้, บล.บัวหลวง, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ดาโอ, บล.ทิสโก้, บล.ลิเบอเรเตอร์) - มูลค่าหุ้น (Valuation) อยู่ในระดับที่ตึงตัวเกินไป ราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาได้สะท้อนปัจจัยบวกและแนวโน้มกำไรที่แข็งแกร่งใน 2Q26 ไปมากแล้ว โดยปัจจุบันซื้อขายที่ระดับ PER ปี 2026 สูงราว 23 เท่า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม (Peers) อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้อัพไซด์เริ่มจำกัด (บล.หยวนต้า, บล.บัวหลวง, บล.กรุงศรี) - ความเสี่ยงเชิงมหภาคและต้นทุนการผลิตผันผวน ความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจที่อาจชะลอตัวหรืออ่อนแอกว่าคาด ความผันผวนของราคาผลิตภัณฑ์ ต้นทุนพลังงานและถ่านหินที่ปรับตัวสูงขึ้นหลังเกิดสงคราม รวมถึงค่าระวางขนส่งสินค้า (Freight) ที่เพิ่มขึ้นซึ่งอาจเข้ามากดดันผลประกอบการ (บล.ทรีนีตี้, บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้) ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |