mai รับ “บมจ.เทอร์ราไบท์ พลัส (TERA)” เริ่มซื้อขาย 24 เม.ย.นี้ ด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 420 ล้านบาท เล็งนำเงินไปลงทุนระบบ Cloud-ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนกิจการ ด้านโบรกฯ เคาะราคาเป้าหมายที่ 2.20-2.70 บ./หุ้น *** mai รับ “บมจ.เทอร์ราไบท์ พลัส (TERA)” เข้าเทรดวันแรก 24 เม.ย.นี้
นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่าตลาดหลักทรัพย์ mai ยินดีต้อนรับ บมจ. เทอร์ราไบท์ พลัส เข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายใน mai ภายใต้กลุ่มเทคโนโลยี โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “TERA” ในวันที่ 24 เม.ย.67 TERA เป็นบริษัทย่อยของ บมจ.เน็กซ์ พอยท์ (NEX) ซึ่งมีบริษัทที่เข้าลงทุน 100% จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ บริษัท คลัสเตอร์ ซิสเท็มส์ จำกัด และ บริษัท สกายฟร็อก จำกัด โดยกลุ่มบริษัทดำเนินธุรกิจเป็นผู้ออกแบบ ติดตั้ง จัดจำหน่ายอุปกรณ์ด้านไอทีและให้บริการเกี่ยวกับระบบโครงสร้างพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารขนาดใหญ่แบบครบวงจร จัดจำหน่ายและให้บริการด้านระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ บริการระบบเก็บข้อมูลและประมวลผลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในรูปแบบสมาชิกต่อเนื่อง จัดจำหน่ายและให้บริการซอฟต์แวร์ระบบบริหารจัดการการขนส่งกระจายสินค้าและโลจิสติกส์ และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ และให้บริการ รวมถึงฝึกอบรมด้านการวิเคราะห์ข้อมูล โดยกลุ่มบริษัทเป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไอทีแบรนด์ชั้นนำ อาทิ Hewlett-Packard Enterprise (HPE), DELL Technologies, IBM, Microsoft, AWS, VMware, Veeam เป็นต้น ในปี 66 บริษัทมีสัดส่วนรายได้จากการขายต่อการให้บริการเท่ากัน 50 : 50% โดยมีกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นภาคเอกชนขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ในหลากหลายกลุ่มธุรกิจ และ ณ วันที่ 31 ธ.ค.66 มีมูลค่างานที่ยังไม่ได้ส่งมอบจำนวน 344 ล้านบาท ขณะที่บริษัทมีทุนชำระแล้วหลัง IPO 120 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 150 ล้านหุ้นและหุ้นสามัญเพิ่มทุน 90 ล้านหุ้น เสนอขายต่อผู้ถือหุ้นของ NEX ที่มีสิทธิจองซื้อหุ้นตามสัดส่วนการถือหุ้น (Pre-emptive Rights) ไม่เกิน 36 ล้านหุ้น ผู้มีอุปการคุณของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ไม่น้อยกว่า 41 ล้านหุ้น ผู้มีอุปการคุณของบริษัทหรือบริษัทย่อยไม่เกิน 4.5 ล้านหุ้น กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัทหรือบริษัทย่อย รวมถึงผู้มีความสัมพันธ์ ไม่เกิน 8.5 ล้านหุ้น โดยเสนอขายผู้ลงทุนทุกประเภทระหว่างวันที่ 3 - 11 เม.ย.67 ในราคาหุ้นละ 1.75 บาท หรือคิดเป็นมูลค่าระดมทุน 157.50 ล้านบาท มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 420 ล้านบาท
ทั้งนี้การกำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E ratio) ที่ประมาณ 14.50 เท่า คำนวณกำไรสุทธิต่อหุ้นจากผลกำไรสุทธิในงวดปี 66 ซึ่งเท่ากับ 28.96 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ (fully diluted) คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 0.12 บาท โดยมีบริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) และมีบริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญ *** เล็งนำเงินระดมทุนไปลงทุนระบบ Cloud-ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน นายสุรสิทธิ์ คิวประสพศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เทอร์ราไบท์ พลัส (TERA) กล่าวว่าบริษัทดำเนินธุรกิจด้วยประสบการณ์กว่า 19 ปี เป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับคู่ค้าเจ้าของผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลมาอย่างต่อเนื่อง ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน มีทีมงานมืออาชีพที่มีความเชี่ยวชาญ มีการให้บริการที่ดี ปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็ว สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างครบวงจร สำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้จะนำไปใช้ลงทุนในระบบ Cloud ลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องที่มีศักยภาพเพื่อรองรับการเติบโตของบริษัท และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนภายในกิจการ
สำหรับ TERA มีผู้ถือหุ้นใหญ่หลัง IPO คือ NEX ถือหุ้น 31.88% นายสุรสิทธิ์ คิวประสพศักดิ์ ถือหุ้น 8.61% และ นายจิราวัฒน์ จารุฐิติพันธุ์ ถือหุ้น 7.86% โดยบริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราไม่น้อยกว่า 50% ของกำไรสุทธิตามงบการเงินเฉพาะกิจการของบริษัทฯ หลังหักเงินสำรองต่างๆ ทุกประเภทตามที่กฎหมายกำหนดและตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับบริษัท *** โบรกฯ เคาะราคาเป้าหมายที่ 2.20-2.70 บ./หุ้น บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บียอนด์ จำกัด (มหาชน) ประเมินกำไรสุทธิ TERA โดย CAGR ที่ 21% ในปี 66-68 เพิ่มขึ้นจาก 26 ล้านบาทในปี 65 เป็น 46 ล้านบาทในปี 68 โดยมีปัจจัยหลัก 1. การขยายตัวของการให้บริการระบบ T.Cloud โดยในปัจจุบันมีสัญญาลูกค้ามากกว่า 100 สัญญา อัตราการรักษาลูกค้าเก่าสูงถึงประมาณ 94% 2. ขยายกลุ่มลูกค้าจากซอฟต์แวร์ Skyfrog และ 3. การเติบโตของอุปกรณ์ไอที ทั้งนี้กำหนดราคาเหมาะสมเท่ากับ 2.70 บาทต่อหุ้น ประเมินมูลค่าหลักทรัพย์ TERA อิง PER ปี 67 ที่ 18 เท่า เชื่อว่าหลังจากเพิ่มทุน IPO TERA จะเน้นสร้างรายได้ประจำเพิ่มมากขึ้น โดยเน้นขยายงานให้บริการด้านบริการระบบ Cloud (T.Cloud) Services ที่กำลังจะพัฒนาไปยัง Gen3 บล. ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด (CGSI) ระบุว่าแผนการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตจะช่วยเพิ่มความสามารถการทำกำไร โดยคาดการณ์กำไรต่อหุ้น (EPS) ปี 66-68 จะเติบโตในอัตราเฉลี่ย 26.8% ต่อปี โดยกลยุทธ์การเติบโตหลักที่ TERA มุ่งเน้นในช่วงที่ผ่านมาคือการสร้างรายได้ที่มั่นคงด้วยรายได้ประจำสม่ำเสมอ ซึ่งมีแผนเติบโตจาก 1. การเติบโตภายใน (Organic Growth) อย่างการพัฒนา Cloud Gen3 เพื่อรองรับการเติบโตของฐานลูกค้าที่เพิ่มขึ้น การต่อสัญญาซ้ำของลูกค้ามากกว่า 94% ทั้งยังมีธุรกิจให้บริการซอฟต์แวร์สำหรับโลจิสติกส์อย่าง Skyfrog ช่วยหนุนการเติบโตในอนาคต และ 2. การเติบโตจากภายนอก (Inorganic Growth) โดยบริษัทมีแผนที่จะใช้เงินระดมทุนเพื่อขยายการลงทุนไปยังธุรกิจ SMEs ในกลุ่มไอทีที่มีศักยภาพ และมีโมเดลธุรกิจแบบรายได้ประจำสม่ำเสมอเป็นส่วนใหญ่ เน้นความมั่นคงของการสร้างรายได้ไปพร้อมกับการเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมประเมินมูลค่าเหมาะสมของ TERA ที่ 2.60 บาทต่อหุ้น อิงประมาณการ EPS ในปี 67 ที่ 0.15 บาท อ้างอิง P/E ที่ 17 เท่า บนค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 5 ปี บล.กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ประเมินมูลค่าพื้นฐานของ TERA ปี 67 ที่ 2.20 บาท ด้วย P/E เป้าหมาย 15.3 เท่า โดยมีจุดเด่นให้บริการ ICT Solution ครอบคลุมทั้ง Hardware และ Software System รวมทั้งเป็นพันธมิตรระดับ Platinum Partner กับ HPE ประกอบกับมีสัดส่วนรายได้ต่อเนื่องสูงเฉลี่ยต่อปีราว 45-50% รวมทั้งฐานะการเงินที่มั่นคง มีโอกาสได้รับงานเพิ่มเติม คาดกำไรสุทธิ 3 ปี ข้างหน้าเติบโตต่อเนื่อง 12% บล.ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) วิเคราะห์ว่า TERA ประเมินมูลค่าเหมาะสมปี 67 อิง PER 15.0 เท่า อยู่ที่ 2.20 บาท โดยคาดกำไรสุทธิปี 66-68 เติบโตต่อเนื่องเฉลี่ย 3 ปี ที่ 28.8% CAGR หนุนจากทั้งรายได้จากการขายและรายได้และจากการให้บริการที่เพิ่มขึ้น |