IVL เปิดผลงาน Q2/69 พลิกกำไร 5,961 ลบ. หนุนครึ่งปีกำไร 3,145 ลบ. รับภาวะตลาดที่ปรับตัวดีขึ้นโดยเฉพาะธุรกิจ PET และการดำเนินงานอย่างมีวินัย นายอาลก โลเฮีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส หรือ IVL เปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 2/69 มีกำไร 5,961 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปี 68 ที่ขาดทุน 521 ล้านบาท สำหรับครึ่งแรกของปี 69 มีกำไร 3,145 ล้านบาท จากปีก่อนที่ขาดทุน 1,833 ล้านบาท บริษัทฯ มีรายได้ 245.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบปีต่อปี และมี EBITDA อยู่ที่ 29.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 61% EBITDA ในช่วงไตรมาสที่สองมีความแข็งแกร่งอย่างมาก
โดยทั้งสี่กลุ่มธุรกิจได้สร้างผลการดำเนินงานที่พัฒนาขึ้นเมื่อเทียบปีต่อปี กระแสเงินสดจากการดำเนินงานหลังหักเงินลงทุนเพื่อการบำรุงรักษาเพิ่มขึ้น 78% เป็น 25.9 พันล้านบาท โดยธุรกิจ PET ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากรูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบ ‘local for local’ ขณะที่การสร้างกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งช่วยสนับสนุนการลดภาระหนี้เพิ่มเติม โดยอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นปรับตัวดีขึ้นเป็น 1.56 เท่า ทำให้บริษัทฯ สามารถบรรลุเป้าหมายสำหรับปี 69 ที่กำหนดไว้ในงาน Capital Markets Day ได้เร็วกว่ากำหนด ฝ่ายบริหารยังคงเดินหน้าดำเนินมาตรการพึ่งพาตนภายใต้กลยุทธ์ IVL 2.0 อย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงการบริหารจัดการด้านการขายและการดำเนินงาน (Sales & Operations Execution: S&OE) การบริหารสินค้าคงคลังอย่างมีวินัย และการบริหารเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งช่วยสนับสนุนให้การเปลี่ยนผลการดำเนินงานเป็นกระแสเงินสดมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยอัตราการหมุนเวียนสินค้าคงคลังปรับตัวดีขึ้นเป็น 5.0 เท่าในไตรมาสที่สอง จาก 4.7 เท่า ณ สิ้นปี 2568 นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังบริหารอัตราการเดินเครื่องอย่างรอบคอบ เพื่อให้ปริมาณการผลิตสอดคล้องกับเป้าหมายสินค้าคงคลัง และรักษาคุณภาพของอัตรากำไรท่ามกลางภาวะราคาที่ผันผวน ในระยะต่อไป อินโดรามา เวนเจอร์ส คาดว่าปัจจัยเอื้อหนุนตลาดที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษในไตรมาสที่สองจะเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ สำหรับช่วงที่เหลือของปี 2569 บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการสร้างผลกำไรที่ยั่งยืนภายใต้ส่วนต่างกำไรที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ การเปลี่ยนผลกำไรดังกล่าวให้เป็นกระแสเงินสดอิสระ การลดหนี้สินสุทธิในเชิงมูลค่า และการเพิ่มผลตอบแทนจากเงินทุน “ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปีสะท้อนทั้งภาวะตลาดที่เอื้ออำนวยและความคืบหน้าจากมาตรการพึ่งพาตนที่เราได้ดำเนินการเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่อินโดรามา เวนเจอร์ส เนื่องจากภาวะตลาดจะกลับเข้าสู่ระดับปกติ ทำให้บทพิสูจน์ที่สำคัญกว่าคือเราจะสามารถเปลี่ยนข้อได้เปรียบจากแพลตฟอร์มที่สร้างขึ้นตลอดระยะเวลากว่าสามทศวรรษ ไม่ว่าจะเป็นขนาดธุรกิจ การบูรณาการ เครือข่ายการดำเนินงานทั่วโลก รูปแบบการดำเนินงานแบบผลิตในภูมิภาคเพื่อรองรับความต้องการในภูมิภาค (local-for-local) และสถานะที่แข็งแกร่งในกลุ่มลูกค้า ให้เป็นผลประกอบการที่สม่ำเสมอยิ่งขึ้น การสร้างกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งขึ้น และผลตอบแทนที่สูงขึ้นตลอดวัฏจักรธุรกิจได้หรือไม่ เราเริ่มเห็นข้อได้เปรียบเหล่านี้แปรเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ในการดำเนินงานแล้ว การบริหารจัดการการดำเนินงาน สินค้าคงคลัง และเงินทุนหมุนเวียนอย่างมีวินัยยิ่งขึ้นกำลังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างกระแสเงินสด ขณะที่การดำเนินการด้านพอร์ตโฟลิโอธุรกิจช่วยยกระดับคุณภาพของธุรกิจและเพิ่มผลตอบแทนจากเงินทุน เมื่อดำเนินการร่วมกัน มาตรการเหล่านี้กำลังเสริมให้อินโดรามา เวนเจอร์ส มีความคล่องตัวและความแข็งแกร่งทางการเงินมากยิ่งขึ้น เรายังคงเชื่อมั่นต่อแนวโน้มที่คาดไว้สำหรับปี 2569 และเป้าหมายที่มุ่งหวังสำหรับปี 2571 โดยเรามุ่งเดินหน้าดำเนินการในส่วนที่สามารถควบคุมได้ เสริมสร้างความแข็งแกร่งของงบดุล และเพิ่มผลตอบแทน พร้อมทั้งรักษาความยืดหยุ่นเพื่อคว้าโอกาสในการเติบโตตามการเปลี่ยนแปลงของตลาด” การปรับตัวดีขึ้นของผลประกอบการมีปัจจัยหลักจากกลุ่มธุรกิจ Combined PET ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากภาวะตลาดที่เอื้ออำนวย รวมถึงประโยชน์จากแพลตฟอร์มระดับโลกที่มีการบูรณาการและรูปแบบการดำเนินงานแบบ local-for-local ของอินโดรามา เวนเจอร์ส สำหรับกลุ่มธุรกิจ Indovida ยังคงรักษาแรงส่งการเติบโต โดยได้รับแรงสนับสนุนจากสถานะผู้นำในตลาดบรรจุภัณฑ์ ความใกล้ชิดและความเข้าใจลูกค้า และโครงการขับเคลื่อนการเติบโตจากภายในองค์กร ส่วนกลุ่มธุรกิจ Indovinya มีผลการดำเนินงานแข็งแกร่งทั้งในกลุ่มผลิตภัณฑ์ High Value Applications และ Essentials โดยได้รับแรงสนับสนุนจากความเป็นเลิศด้านการพาณิชย์ กลุ่มธุรกิจ Fibers มีผลการดำเนินงานในไตรมาสที่สองปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสแรก โดยได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการในกลุ่มผลิตภัณฑ์ Hygiene ที่ทรงตัว และการดำเนินมาตรการด้านการปรับเปลี่ยนธุรกิจ แม้ว่าตลาดปลายทางในกลุ่ม Lifestyle และ Mobility ยังคงอ่อนตัวอย่างต่อเนื่อง โบรกฯ เพิ่มคำแนะนำเป็นซื้อ เพิ่มเป้าเป็น 28 บาท บล.ดาโอ เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์ หลัง IVL ประกาศผลประกอบการว่า กำไรสุทธิ Q2/69 ดีกว่าตลาดคาด 16% โดยมีตัวเลขดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้
1) บริษัทรายงาน consolidated EBITDA ที่ 2.17 หมื่นล้านบาท (+129% YoY, +169% QoQ) เป็นผลจากความสามารถในการทำกำไร (profitability) ที่ดีขึ้นในทุกหน่วยธุรกิจช่วยชดเชยปริมาณขายรวมที่อ่อนตัว 2) ธุรกิจ Combined PET (CPET) รายงาน EBITDA/t ที่แข็งแกร่งตามแนวโน้ม Industry Integrated PET spread ที่สูงขึ้นจากผลกระทบของสงครามระหว่างอิสราเอล/สหรัฐอเมริกา (US)-อิหร่าน ขณะที่ ธุรกิจ Indovinya และ Indovida มีปริมาณขายสูงขึ้น ส่วน Fiber ได้แรงหนุนจากการปรับราคาขาย 3) สำหรับภาพรวมธุรกิจใน Q3/69 เราเชื่อว่าบริษัทจะเห็นผลประกอบการฟื้นตัว YoY แม้อาจจะอ่อนตัว QoQ ตามแนวโน้ม Industry Integrated PET spread ที่ปรับสู่ระดับปกติมากขึ้น เราปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 69E/70E ขึ้น +179%/131% เป็น 5.4/6.2 พันล้านบาท เทียบกับ ขาดทุน -7.3 พันล้านบาทในปี 68 หลักๆเพื่อสะท้อน EBITDA/ton ที่สูงขึ้นในทุกธุรกิจหลัก เมื่อรวมผลกระทบจากการปรับประมาณการกำไร เราได้ราคาเป้าหมายใหม่ปี 69 ที่ 28.00 บาท (เดิม 25.00 บาท) อิง P/BV ปี 69 ใหม่ที่ 1.18x (ประมาณ -0.6SD ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง) และปรับคำแนะนำขึ้นเป็น “ซื้อ” จากเดิม “ถือ” |