LHFG มองเศรษฐกิจไทยปีนี้โต 2.4% หลังมาตรการกระตุ้นศก. - ลงทุนรัฐล่าช้า - การเมืองผันผวน ส่วนแผนธุรกิจปีนี้ มั่นใจสินเชื่อเติบโตตามเป้า 8-10% พร้อมรุกกลุ่มบ้าน-ธุรกิจเอสเอ็มอี ขยายฐานลูกค้ากลุ่มนักลงทุนหน้าใหม่ นายฉี ชิง-ฟู่ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ LHFG และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH Bank เปิดเผยว่า ภาพรวมของเศรษฐกิจโลกปีนี้คาดว่าจะเติบโต 3.2% โดยเป็นการคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) โดยมองว่า เศรษฐกิจสหรัฐยังเติบโตได้ดี นอกจากนี้ เศรษฐกิจในกลุ่มธุรกิจเกิดใหม่ หรือ ตลาดเกิดใหม่ เช่น สิงค์โปร์ ไต้หวัน เกาหลี อาเซียน เอเชีย อินเดีย เวียดนาม การเติบโตยังสูง โดยจะผลักดันให้เศรษฐกิจโลกเติบโตได้ ขณะที่เศรษฐกิจถดถอยในบ้างประเทศ เช่น จีน เห็นการชะลอตัว รวมถึงญี่ปุ่น เป็นต้น ส่วนปัจจัยที่จะต้องติดตามในระยะข้างหน้า คือ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า ในเศรษฐกิจขนาดใหญ่ การเลือกตั้งในอังกฤษ ฝรั่งเศส รวมถึงการเลือกตั้งในสหรัฐ ในเดือน พ.ย. ที่ยังต้องติดตาม เนื่องจากความแตกต่างของนโยบายของแต่ละพรรค ด้านเศรษฐกิจไทย คาดว่าปีนี้จะขยายตัวได้ต่ำกว่า 2.5% โดยเห็นการชะลอตัวของเศรษฐกิจในภาพรวม และยังพบว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลทำได้ช้า โดยในมุมที่ดีที่สุดคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 2.4% โดยมีปัจจัยหลักจากภาคบริการและการท่องเที่ยว ด้านการบริโภคภายในประเทศ ที่คาดว่าจะมีอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การลงทุนภาครัฐออกมาล่าช้า ในช่วงที่ผ่านมา แต่คาดว่าจะกลับมาในช่วงครึ่งปีหลัง สะท้อนจากการเบิกจ่ายงบประมาณต่างๆ ทำให้เศรษฐกิจไทยน่าจะขยายตัวได้ดีกว่าปีที่ผ่านมา ส่วนปัจจัยเสี่ยงคือความไม่แน่นอนทางการเมืองในเวทีโลก การเมืองในไทยที่จะต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง รวมถึงหนี้ครัวเรือนที่กดดันเศรษฐกิจ ทำให้การเติบโตการบริโภคทำได้ยากขึ้น รวมถึงเศรษฐกิจจีน ที่เห็นการชะลอตัว ซึ่งจะมีผลกระทบต่อไทยด้วย ด้านผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกและทิศทางธุรกิจครึ่งปีหลัง 67 ว่า ในปีนนี้ยังมั่นใจว่าจะสามารถปล่อยสินเชื่อได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ที่ 8-10% โดยการดำเนินธุรกิจในครึ่งปีหลัง จะเน้นการขยายพอร์ตลูกค้าในกลุ่ม SMEs เนื่องจากมองว่ายังมีความจำเป็น โดยเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ ทั้งโลจิสติกส์ อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น สำหรับกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีที่จะเน้นนั้นคือมีรายได้ประมาณ 50-500 ล้านบาท ขณะเดียวกัน จะเน้นการเพิ่มรายได้จากค่าธรรมเนียมจาก Trade finance ด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ๆให้กับลูกค้า , รักษาการเติบโตของสินเชื่อบ้าน , การส่งเสริมการเงินที่ยั่งยืนและมีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจก โดยนำเสนอสินเชื่อที่มีความเกี่ยวข้อง ส่วนธุรกิจหลักทรัพย์ ในครึ่งหลังของปีจะมีการปรับรูปแบบสาขา เพื่อลดต้นทุน รวมถึงการขยายดฐานลูกค้าทั้งหมดที่ครบวงจร โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนใหม่ ด้านหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) มีโอกาสที่จะต่ำกว่า 3% เนื่องจากหลายบริษัทเองเริ่มกลับมาดำเนินการได้ปกติแล้ว “ทิศทางธุรกิจครึ่งหลังของปี 67 ธนาคารยังคงเน้นขยายตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยและขับเคลื่อนการเติบโตกลุ่มลูกค้า SMEs ธนาคารได้พัฒนาระบบ Corporate E-Banking และ Mobile Banking เพื่อให้บริการมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการปรับกระบวนการพิจารณาสินเชื่อให้รวดเร็ว และเป็นธนาคารแห่งความยั่งยืน (Sustainable Banking) ที่ดำเนินธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล การบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ความต้องการด้านการดูแลสิ่งแวดล้อม”นายฉี ชิง-ฟู่ ด้านผลการดำเนินงานในครึ่งแรกของปีนี้ รายได้รวมของกลุ่มฯ 4,106 ล้านบาท โดยมาจากธุรกิจแบงก์ 87% และบริษัทลูก 4-5% ขณะที่กำไรสุทธิลดลงประมาณ 10.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยลดลงจากภาวะตลาดทุนที่ชะลอตัว ด้านรายได้ดอกเบี้ยและรายได้ค่าธรรมเนียมยังคงเติบโตดี สำหรับภาพรวมของสินเชื่อทั้งระบบครึ่งปีแรกยังชะลอแต่สูงกว่าค่าเฉลี่ย โดยสินเชื่อที่เติบโตดี คือ สินเชื่อรายย่อยและธุรกิจ โดยปัจจุบันพอร์ตสินเชื่อกระจาย สำหรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในปีที่ผ่านมา พยายามใช้การบริหารจัดการการเติบโตอัตราดอกเบี้ยสุทธิ ที่ให้ผลตอบแทนที่สูง ขณะที่แม้จะมีต้นทุนเงินฝากประเภท และพยายามเติบโตในกลุ่มธุรกิจที่ถนัด และใช้ประโยชน์จากจาก CTBC ซึ่งเป็นบริษัทแม่ รวมถึงการเข้าถึงลูกค้าในช่องทางดิจิทัลด้วย ด้านธุรกิจ LHFund ในช่วงครึ่งปีแรกมีขนาดกองทุน 83,971 ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเกือบ 7% และกลยุทธ์ที่จะดำเนินในครึ่งปีหลังจะเน้นการขยายฐานลูกค้า private fund กลุ่มลูกค้าสถาบัน และ Ultra High net worth รวมถึงบริษัทยังคงขยายฐานลูกค้ากองทุนส่วนบุคคล รวมทั้งขยายฐานลูกค้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ การแปลงสภาพกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ภายใต้การจัดการ รวมถึงให้ความสำคัญในด้าน ESG เพื่อสร้างผลตอบแทนอย่างยั่งยืนให้กับกองทุนรวมและนักลงทุน |