กลุ่ม CP เล็งทุ่ม 1.4 แสนลบ.ลุยอสังหาฯ-ศูนย์วิจัยพัฒนารถไฟ ที่มักกะสัน รองรับผู้ใช้บริการรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน ยัน 6 ปีแรกถือหุ้นไม่ต่ำกว่า 51% ระบุไม่ปิดกั้นหากมีพันธมิตรเพิ่ม พร้อมศึกษานำโครงการระดมทุนผ่าน IFF นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะบริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ในฐานะผู้แทนกลุ่มกิจการร่วมค้า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร เปิดเผยภายหลังการลงนามร่วมลงทุนในโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ว่า บริษัทร่วมกับพันธมิตร ในการตั้งบริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด เพื่อเป็นตัวแทนลงนามในสัญญาร่วมทุน (PPP) โดยมั่นใจว่าภายใน 12 เดือนหลังจากร่วมลงนามจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ ภายหลังการรับมอบพื้นที่ หลังจากนั้นจะใช้เวลาในการก่อสร้างรวม 5 ปี และเริ่มเปิดให้บริการได้ภายในปี 2566 นอกจากนี้ยังมีแผนการดำเนินงานในพื้นที่มักกะสันนั้น ได้เสนอให้คณะกรรมการพิจารณาในรายละเอียด ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะใช้เงินลงทุนทั้งสิ้นประมาณ 140,000 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายให้สถานีมักกะสัน เป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อสามสนามบิน โดยสาธารณูปโภคที่จะพัฒนานั้นจะต้องรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ นักลงทุนในกลุ่มอีอีซี เป็นต้น “เบื้องต้นจะมีทั้งอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีหลายรายที่ให้ความสนใจ มีโรงแรม และธุรกิจอื่นๆที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการสร้างศูนย์วิจัยและการพัฒนารถไฟด้วย ส่วนที่ต้องจ่ายให้กับแอร์พอร์ตลิ้งค์ 10,000 ล้านบาทนั้น ยืนยันว่า มีกรอบที่ชัดเจน คือ ไม่เกิน 2 ปีซึ่งจะดำเนินการตามกรอบเวลาแน่นอน”นายศุภชัย กล่าว ทั้งนี้ ในช่วง 6 ปีแรกของการดำเนินการก่อสร้างรถไฟดังกล่าวจนถึงการบริหารจัดการในช่วงแรกนั้น กลุ่ม CP จะถือหุ้นในสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 51% เพื่อความเด็ดขาดในการตัดสินใจ และให้สามารถดำเนินโครงการได้ตามเวลาที่กำหนด ส่วนแผนการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ (ตลท.) ในกองทุนโครงสร้างพื้นฐานนั้น (IFF) อยู่ในแผนที่จะพิจารณาในอนาคตต่อไป ซึ่งที่ผ่านมาได้หารือกับ ตลท. เรียบร้อยแล้ว “ 6 ปีแรก กลุ่ม CP จะถือหุ้นไม่ต่ำกว่า 51% เพราะต้องตัดสินใจที่เด็ดขาด เพื่อให้สามารถดำเนินโครงการได้ตามเวลา หลังจากนั้น อาจเข้าตลาดหลักทรัพย์หรืออะไรหลายอย่างมาก จะเป็นจำกัด (มหาชน) ก็สามารถทำได้ แต่ต้องสร้างให้เสร็จ และดำเนินการระยะหนึ่ง เพื่ออนุมัติทุกอย่าง มันถึงจะไปถึงตอนนั้น”นายศุภชัย กล่าว ส่วนการหาพันธมิตรทางธุรกิจเพิ่มเติมนั้น ปัจจุบัน มีผู้ให้ความสนใจทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยในรายละเอียดได้ และยอมรับว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่ท้าทาย หากคนที่ไม่ได้คุ้นเคยกับโครงสร้างพื้นฐานเขาจะรู้สึกมันเสี่ยงไปไหม แต่คนที่คุ้นเคยมันไปได้ หากเป็นนักลงทุนระยะยาว “พันธมิตรทางธุรกิจเพิ่มเติมนั้น คงยังไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่มีทั้งในและต่างประเทศที่ให้ความสนใจเข้ามาเพิ่มเติม สำหรับในวันนี้ มีตัวแทนจากทั้งอิตาลี ญี่ปุ่น และจีน ที่ร่วมสนับสนุนและเป็นสักขีพยานในโครงการด้วย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่สุดท้ายทุกอย่างจะต้องขึ้นอยู่กับกระบวนการคัดเลือกต่อไป”นายศุภชัย กล่าว นายศุภชัย กล่าวว่า ส่วนแหล่งเงินทุนในการดำเนินโครงการดังกล่าวนั้น จะมีทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งเบื้องต้นคงเป็นไปตามสัดส่วนของโครงการ โดยอาจเป็นแหล่งเงินกู้ในประเทศประมาณ 60-70% และอีก 30-35% จะเป็นแหล่งเงินกู้จากต่างประเทศ สำหรับปัจจุบัน พันธมิตรกิจการร่วมค้า ประกอบด้วย China Railway Construction Corporation Limited จากสาธารณรัฐประชาชนจีน บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD และ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK เบื้องต้นได้แบ่งงานกับพันธมิตรแล้วตามความชำนาญ โดยบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK และบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD จะรับงานก่อสร้างโครงสร้าง ส่วนงานระบบรถ ขบวนรถ และอาณัติสัญญาน China Railway Construction Corporation Limited (CRCC) จากสาธารณรัฐประชาชนจีนจะรับผิดชอบ ส่วนงานงานระบบเดินรถนั้นจะให้บริษัททางรถไฟแห่งชาติอิตาลี (Ferrovie dello Stato Italiane S.p.A.) หรือ FS ซึ่งเป็นพันธมิตรจากอิตาลีเข้ามาดูแล นอกจากนี้ ยังมีพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ เช่น ธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JBIC) และธนาคารเพื่อการพัฒนาประเทศจีน (CDB) ด้วย ทั้งนี้ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2566 ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จ จะทำให้เกิดการพัฒนาเมืองโดยรอบสถานี นำความเจริญสู่ชุมชน เกิดการกระจายรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่ได้มีที่ค้าขาย มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจประมาณ 650,000 ล้านบาท และถือเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจไทยตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 นอกจากนี้ ยังส่งผลให้เกิดการจ้างงานในช่วงก่อสร้างถึง 16,000 อัตรา และการจ้างงานในธุรกิจเกี่ยวเนื่องมากกว่า 100,000 อัตราใน 5 ปีข้างหน้า รวมทั้งเปิดโอกาสให้คนไทยได้เรียนรู้วิธีการทำงานในโครงการด้วยเทคโนโลยีสูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาสู่การเป็นบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญสูงและมีศักยภาพสูงเพียงพอที่จะแข่งขันกับนานาประเทศได้ |