ITC ปรับเพิ่มเป้ายอดขายปี 69 เป็นโต 17-20% ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ หลังผลงานครึ่งปีแรกแข็งแกร่งกว่าตลาด ลุยลงทุน 1,000 ลบ.ขยายกำลังการผลิต ระบบอัตโนมัติ คลังสินค้าอัจฉริยะ รองรับคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น คงเป้ากำไรขั้นต้น 23-25% มั่นใจครึ่งปีหลังเข้าสู่ช่วงไฮซีซัน หนุนผลงานโตต่อเนื่อง นางสาวยุวพร พุ่มประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านการเงิน บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC เปิดเผยในงาน "Earnings Call" โดยมีประเด็นที่สำคัญดังนี้ บริษัทปรับเพิ่มประมาณการผลการดำเนินงานปี 69 คาดรายได้จากการขายจะเติบโต 17-20% ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) หรือคิดเป็น 14-17% ในสกุลเงินบาท (THB) จากแรงหนุนของความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงที่แข็งแกร่งทั่วโลก ทั้งจากลูกค้าแบรนด์ชั้นนำระดับโลกและกลุ่มสินค้าภายใต้แบรนด์ของผู้ค้าปลีก (Private Label) คาดจะรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ไว้ที่ระดับ 23-25% แม้ยังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย การเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทาน และการส่งผ่านต้นทุนไปยังลูกค้า ขณะที่สัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ต่อรายได้จากการขาย คาดว่าจะอยู่ที่ 9-10% โดยบริษัทจะมีค่าใช้จ่ายจากการปรับเปลี่ยนองค์กรคิดเป็น 2.4-2.6% ของ SG&A ต่อรายได้จากการขาย ด้านการลงทุน (CAPEX) เตรียมงบ 1,000 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว โดยมุ่งลงทุนในระบบคลังสินค้าอัตโนมัติ (ASRS) การขยายกำลังการผลิตสินค้ากลุ่ม Pouch และ Sachet รวมถึงการนำระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้ในสายการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนแรงงาน ประเด็นภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ในอัตรา 12.5% ประเมินว่าจะได้รับผลกระทบจำกัด เนื่องจากยอดขายส่วนใหญ่เป็นการส่งมอบแบบ FOB ซึ่งผู้ซื้อเป็นผู้รับภาระภาษี อีกทั้งการคืนภาษีนำเข้าเดิมในอัตรา 19% ได้รับคืนเกือบทั้งหมดแล้วในไตรมาส 2 และจะไม่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการในไตรมาส 3 มองแนวโน้มครึ่งปีหลังเป็นบวก โดยคาดว่าผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 จะเติบโตต่อเนื่องทั้งเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และช่วงเดียวกันปีก่อน จากการเข้าสู่ช่วง High Season ของธุรกิจ ซึ่งลูกค้าจะทยอยเปิดตัวสินค้าใหม่และเพิ่มคำสั่งซื้อเพื่อรองรับเทศกาลปลายปี ทั้งนี้ ประมาณการดังกล่าวจัดทำขึ้นภายใต้สมมติฐาน อัตราภาษีนำเข้า (Tariff) 12.5% และอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ย 32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยหากค่าเงินบาทเปลี่ยนแปลงทุก 1 บาทต่อดอลลาร์ จะส่งผลกระทบต่อรายได้ของบริษัทประมาณ 3% ในฐานะที่ ITC เป็นบริษัทในเครือ ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป ซึ่งมีรายได้รวมเกิน 750 ล้านยูโร ตามเกณฑ์สากล บริษัทจึงอยู่ภายใต้ข้อกำหนด BEPS 2.0 (Pillar 2) โดยคาดว่าจะทำให้อัตราภาษีที่แท้จริง (Effective Tax Rate) ของกลุ่ม ITC อยู่ที่ประมาณ 5-7% ในปี 2569 เชื่อว่าการเติบโตของตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงทั่วโลก ประกอบกับการลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตและการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของผลการดำเนินงานในปีนี้อย่างต่อเนื่อง "ปรับเพิ่มเป้ายอดขายปี 69 เป็นเติบโต 17-20% ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ หลังผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรกเติบโตแข็งแกร่งกว่าตลาด สะท้อนความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงที่ยังขยายตัวต่อเนื่องทั่วโลก" หากพิจารณาผลการดำเนินงานแบบปรับรายการพิเศษ (Normalized) เพื่อสะท้อนการดำเนินธุรกิจที่แท้จริง จะมียอดขายไตรมาส 2 อยู่ที่ 4,869 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดขายสะสมครึ่งปีแรกอยู่ที่ 10,043 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิแบบ Normalized หลังหักค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างองค์กรอยู่ที่ 833 ล้านบาท ในไตรมาส 2 และ 1,825 ล้านบาท ในช่วงครึ่งปีแรก จากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง จึงปรับเพิ่มเป้ายอดขายทั้งปี พร้อมคงเป้าหมายอัตรากำไรขั้นต้นไว้ที่ 23-25% แม้ยังมีแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ โดยอาศัยการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ การเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทาน และการส่งผ่านต้นทุนบางส่วนไปยังลูกค้า ITC ยังมองแนวโน้มครึ่งปีหลังเป็นบวก โดยคาดว่าผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 จะเติบโตต่อเนื่องทั้งเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน (QoQ) และช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) จากการเข้าสู่ช่วง High Season ของธุรกิจ ซึ่งลูกค้าจะทยอยเปิดตัวสินค้าใหม่และเพิ่มคำสั่งซื้อเพื่อรองรับเทศกาลปลายปี อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |