TU มั่นใจ Q4/69 ยอดขายโต 4% ลุ้นผลงานทำนิวไฮ คงเป้ารายได้ปีนี้ 1.4 แสนลบ.ปี 70 ตั้งเป้ายอดขายโต 4-6% รักษา Gross Margin 20% เดินหน้าควบรวม 2 โรงงานสมุทรสาคร ลงทุน 600-800 ลบ. ลดต้นทุน-คืนทุน 3 ปี นางสาวรติพร ราษฎร์เจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU เปิดเผยว่า บริษัทมั่นใจยอดขายไตรมาส 4/69 จะเติบโต 4% แม้ธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง จะเข้าสู่ช่วงชะลอตัวตามฤดูกาล แต่ธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป ยังมีแนวโน้มเติบโตดี และเข้าสู่ช่วง High Season ในไตรมาส 4 จึงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของบริษัท โดยคาดหวังว่าผลประกอบการปีนี้จะสร้างสถิติสูงสุดใหม่ ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นปี 69 ตั้งเป้ารักษาระดับ 20% แม้ไตรมาส 4 อาจได้รับผลกระทบจากจังหวะราคาวัตถุดิบปลาอยู่บ้าง แต่คาดว่าจะไม่มากนัก และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน Gross Margin ยังมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น สำหรับปี 70 บริษัทตั้งเป้ายอดขายเติบโต 4-6% ใกล้เคียงกับปี 69 ซึ่งคาดว่าจะมีรายได้ 140,000 ล้านบาท และเติบโตต่อเนื่องไปสู่เป้าหมายปี 73 โดยมุ่งเน้นการเติบโตควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการทำกำไร รักษา Gross Margin ที่ระดับ 20% และทยอยลดสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร จากปัจจุบันไม่เกิน 14.5% ลงประมาณ 0.5% ต่อปี เพื่อให้เข้าสู่ระดับเป้าหมาย 13% ขณะเดียวกัน ตั้งเป้าเพิ่มผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) จากปัจจุบัน 5% เป็น 7-8% ภายใน 2-3 ปี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์และสร้างผลตอบแทนให้สูงขึ้น ควบรวม 2 โรงงานสมุทรสาคร ลงทุน 800 ลบ. คืนทุน 3 ปี ด้านแผนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต บริษัทเตรียมควบรวมโรงงาน 2 แห่งในจังหวัดสมุทรสาคร ภายในระยะเวลา 3 ปี (69-71) พร้อมนำเครื่องจักรและระบบอัตโนมัติเข้ามาทดแทนแรงงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนแรงงาน รวมถึงข้อจำกัดด้านเอกสารแรงงาน เบื้องต้นคาดใช้งบลงทุน 600-800 ล้านบาท โดยตั้งเป้าลดต้นทุนการผลิตและให้โครงการคืนทุนภายใน 3 ปี ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยยังเป็นฐานการผลิตหลักเพื่อการส่งออก คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 60% ของปริมาณการผลิตทั้งหมด บริษัทได้ปรับลดงบลงทุนปี 69 ลงมากกว่า 1,000 ล้านบาท จากเดิมประมาณ 6,000 ล้านบาท เหลือราว 4,000-5,000 ล้านบาท โดยคัดเลือกเฉพาะโครงการที่จำเป็นและมีผลตอบแทนชัดเจน พร้อมกำหนดให้ทุกโครงการต้องมีระยะเวลาคืนทุนไม่เกิน 3 ปี ส่วนโครงการลงทุนในประเทศไทยที่เคยคาดหวังสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI บริษัทได้ทบทวนและชะลอบางโครงการ หลังหลักเกณฑ์ภาษีขั้นต่ำทั่วโลก (Global Minimum Tax) อัตรา 15% ส่งผลให้บริษัทอาจต้องชำระภาษีส่วนเพิ่ม (Top-up Tax) ทำให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI ไม่ได้ช่วยลดภาระภาษีสุทธิได้ตามที่คาดการณ์ไว้ เตรียมปลดล็อกเพดานปันผล 60% บริษัทเตรียมเสนอขออนุมัติยกเลิกข้อกำหนดเพดานการจ่ายเงินปันผลสูงสุดไม่เกิน 60% ของกำไรสุทธิ ในการปรับโครงสร้างทางการเงินและการรีไฟแนนซ์รอบถัดไป เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารกระแสเงินสด และเปิดโอกาสให้จ่ายเงินปันผลได้มากกว่า 60% หากผลประกอบการและกระแสเงินสดเอื้ออำนวย ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนดังกล่าวเป็นการยกเลิกเฉพาะเพดานจ่ายเงินปันผลสูงสุด โดยยังคงนโยบายจ่ายเงินปันผลขั้นต่ำไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิเช่นเดิม ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างเตรียมเจรจาและทำความเข้าใจกับผู้ถือหุ้น นักลงทุนรายใหญ่ และผู้ถือหุ้นกู้ โดยเชื่อมั่นว่ามีโอกาสได้รับการอนุมัติ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นด้านการเงินและสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว |