SAFE ตั้งเป้าขยายฐานดูแลครอบครัวสู่ 50,000 ครอบครัว จาก 40,000 ครอบครัว ภายใน 3-5 ปี พร้อมดันรายได้เฉลี่ยโต 10-15% ต่อปี จากปี 69 คาดทรงตัว จากปี 68 ที่ทำได้ 900 ล้านบาท จ่อจับมือ สปสช. ยกระดับการเข้าถึงบริการรักษาภาวะมีบุตรยาก ชูตรวจ NIPT-ดัน IUI เข้าสิทธิ 30 บาท นพ.วิวัฒน์ กว้างคณานุรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซฟ เฟอร์ทิลิตี้ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ SAFE เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้จัดงานเนื่องในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 20 เพื่อนำเสนอมุมมองใหม่ต่อประเด็นเรื่องของตัวเลขอัตราการเกิดของไทยที่ลดลงต่ำสุดในรอบหลายสิบปี และ เทรนด์ที่ว่า “คนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูกกันแล้ว” ความจริงอีกมุมหนึ่งที่ต่างจากที่สังคมพูดถึงกัน “คนรุ่นใหม่อาจไม่ได้ไม่อยากมีลูก” เพียงแต่วันที่ชีวิต การงาน หรือ การเจอคนที่ใช่พร้อมที่สุด มักจะเลยช่วงวัยที่ร่างกายพร้อมที่สุดไปแล้ว ไปจนถึงครอบครัวที่มีความหลากหลายมากขึ้นในปัจจุบัน นี่ คือ เหตุผลที่เทคโนโลยีเจริญพันธุ์ในวันนี้ต้องเปลี่ยนตาม พร้อมประกาศทิศทางองค์กรภายใต้แนวคิด “The Next Chapter of Fertility” 3 ข้อ คือ Prepare (เตรียมพร้อม) Preserve (รักษาทางเลือก) และ Prevent (ป้องกันล่วงหน้า) เพื่อตอบโจทย์เส้นทางการมีบุตรของครอบครัวยุคใหม่ ขณะที่ ตลาดเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (IVF) เติบโตสวนกระแสภาวะการเกิดลดลงทั่วโลก ยกกรณีศึกษาประเทศญี่ปุ่นที่แม้ยอดการเกิดรวมจะลดลงต่ำกว่า 7 แสนคน แต่สัดส่วนเด็กที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์กลับพุ่งสูงถึง 1 ใน 8 คนของเด็กเกิดใหม่ทั้งหมด สอดรับกับรายงาน Global Market Insights ที่ประเมินตลาด IVF โลกขยายตัวแตะกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่ชี้ว่าตลาดไทยเติบโตแตะ 6,000 ล้านบาท โดยตัวเลขดังกล่าวสะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนผ่านสู่บริการแบบ Full Patient Journey อย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่การประเมินภาวะเจริญพันธุ์ในวัยหนุ่มสาว การฝากเซลล์สืบพันธุ์ การตรวจคัดกรองพันธุกรรม ไปจนถึงการย้ายตัวอ่อนแช่แข็งเมื่อพร้อม ตอกย้ำนิยามใหม่ที่มองการมีบุตรเป็นการลงทุนซื้อเวลา และ บริหารความเสี่ยงเพื่อความสมบูรณ์ของครอบครัวในอนาคต สำหรับทิศทางธุรกิจของ SAFE ต่อจากนี้ คือ การตั้งเป้าขยายฐานการดูแลครอบครัวจาก 40,000 ครอบครัว สู่ 50,000 ครอบครัว ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า พร้อมผลักดันการเติบโตของรายได้เฉลี่ย 10-15% ต่อปี โดยมีกลยุทธ์สำคัญ 2 ส่วน ได้แก่ การเติบโตของตลาด Preserve และ Prevent ที่คนรุ่นใหม่หันมาฝากไข่ ฝากสเปิร์ม และตรวจยีนกันมากขึ้น รวมถึงการขยายฐานคนไข้ต่างชาติ ซึ่งปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนถึง 50% ของคนไข้ทั้งหมด "ปีนี้รายได้จะทรงตัวจากปีก่อน ที่ทำได้ 900 ล้านบาท แต่ตั้งแต่ปี 70 เป็นต้นไปจะเติบโต 10-15% โดยมาจากการขยายขอบเขตธุรกิจสู่ห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์ทางพันธุศาสตร์ ภายใต้ บริษัท เน็ก เจนเนอร์เรชั่น จีโนมิค จำกัด ให้บริการตรวจวิเคราะห์ด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์และเวชศาสตร์มารดาและบุตร แก่สถานพยาบาลภาครัฐและเอกชนชั้นนำ รวมถึงคลินิกสูตินรีเวชทั้งในประเทศ และ ต่างประเทศ และ ยังขยายความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ อย่างสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. ในการร่วมมือในโครงการตรวจคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซมทารกในครรภ์จากเลือดแม่ (NIPT) ซึ่งคาดว่าในปี 2570 จะเริ่มเห็นการให้บริการภายใต้โครงการ สปสช. นอกจากนี้ ยังมีการหารือแนวทางความร่วมมือในการให้บริการฉีดเชื้อผสมเทียม (IUI) สำหรับผู้ถือสิทธิหลักประกันสุขภาพถั่วหน้า หรือ 30 บาท เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการรักษาครอบคลุมยิ่งขึ้น" . 
|
. |