ตลาดหุ้นทั่วโลกเผชิญแรงเทขายที่รุนแรงอีกครั้งในวันนี้ (7 เม.ย.) โดยเฉพาะในฝั่งเอเชียและยุโรป หลังสหรัฐฯ กางแผนรีดภาษีนำเข้าต่อชาติคู่ค้าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (5 เม.ย.) สำนักงานศุลกากรสหรัฐฯ ได้เก็บภาษีพื้นฐาน (Baseline tariff) ในอัตรา 10% กับสินค้านำเข้าจากหลายประเทศแล้ว ก่อนที่ภาษีตอบโต้ (Reciprocal tariff) จะมีผลตามมาในวันที่ 9 เม.ย. มาตรการด้านภาษีของสหรัฐฯ ยังคงกดดันตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยดัชนีหลักของตลาดหุ้นเอเชียร่วงลงมากที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงินโลกในปี 2008 เนื่องจากกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของสงครามการค้าโลก โดยดัชนี MSCI Asia Pacific ร่วงลงไปถึง 8.45% มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนต.ค. 2008 โดยหุ้นของ TSMC, Tencent และ Sony เป็นกลุ่มที่ร่วงลงมากที่สุด ขณะที่ภาพรวมความเคลื่อนไหวหลังปิดตลาด พบว่า ตลาดหุ้นหลักของเอเชียต่างปิดแดนลบ อาทิ - ดัชนี Hang Seng ตลาดหุ้นฮ่องกง ปิดร่วง 3,021.51 จุด หรือ -13.22% ปิดที่ 19,828.30 จุด - ดัชนี CSI 300 ตลาดหุ้นจีน ปิดร่วง 272.06 จุด หรือ -7.05% ปิดที่ 3,589.44 จุด - ดัชนี Shanghai Composite ตลาดหุ้นจีน ปิดร่วง 245.43 จุด หรือ -7.34% ปิดที่ 3,096.58 จุด - ดัชนี Nikkei 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปิดร่วง 2,593.08 จุด หรือ -7.68% ปิดที่ 31,187.50 จุด - ดัชนี Topix ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปิดร่วง 193.40 จุด หรือ -7.79% ปิดที่ 2,288.66 จุด - ดัชนี Taiwan Weighted Index ตลาดหุ้นไต้หวัน ปิดร่วง 2,065.87 จุด หรือ -9.70% ปิดที่ 19,232.35 จุด - ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ปิดร่วง 137.22 จุด หรือ -5.57% ปิดที่ 2,328.20 จุด โดยในการซื้อขายระหว่างวัน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นและตลาดหุ้นไต้หวันเผชิญความผันผวนที่รุนแรง ส่งผลให้หน่วยงานกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์ต้องนำมาตรการ Circuit Breaker หรือการพักการซื้อขายชั่วคราวมาใช้ เพื่อควบคุมแรงเทขายและเพื่อให้นักลงทุนมีเวลาในการตรวจสอบ รวมถึงประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นยุโรปเปิดตลาดดิ่งแรงตามทิศทางตลาดหุ้นโลก โดยดัชนี European Stoxx 600 ดิ่งไป 6% หลังเปิดตลาดได้ไม่นาน ขณะที่ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีร่วงลงกว่า 9.5% ส่วนดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นอังกฤษ ร่วงไป 4.78% ขณะที่ความเคลื่อนไหวในฝั่งสหรัฐฯ ณ เวลา 15.40 น. ตามเวลาไทย ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ส ร่วงไป 4.00%, ดัชนี S&P 500 ฟิวเจอร์ส ร่วงไป 3.50% และดัชนี Nasdaq ฟิวเจอร์ส ร่วงไป 4.05% ต่อเนื่องจากเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงเทขายอย่างหนัก ส่งผลให้ดัชนีดาวโจนส์ปิดทรุดกว่า 2,200 จุด สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณที่แข็งกร้าวในการเดินหน้าตามแผนภาษีศุลกากร ซึ่งบดบังความหวังว่านโยบายครั้งนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยทรัมป์ให้สัมภาษณ์สื่อเมื่อเย็นวันอาทิตย์ว่า "ขอให้ลืมเรื่องตลาดไปสักพัก" และยังกล่าวว่า ตนเองนั้นจะไม่ทำข้อตกลงเพื่อลดภาษีนำเข้ากับประเทศใด ๆ เว้นแต่ว่าประเทศนั้นจะระบุถึงเงื่อนไขที่เปิดทางไปสู่การลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ “ผมไม่ได้ต้องการให้อะไรแย่ลง แต่บางครั้ง คุณก็ต้องกินยาเพื่อแก้ปัญหา” 
นักวิเคราะห์มองเหมือนเกิดโควิดซ้ำ-วอนชะลอภาษีตอบโต้ออกไป 90 วัน คาเรน จอร์เจส (Karen Georges) ผู้จัดการกองทุนรวมตราสารทุน จาก Ecofi กล่าวว่า "บรรยากาศตอนนี้เหมือนเกิดโควิดซ้ำสอง แต่เป็นการเทขายจากปัจจัยที่มนุษย์เป็นคนก่อ กองทุนหุ้นแบบ Long only ใกล้ถึงจุดที่ไม่มีที่ปลอดภัยสำหรับการลงทุนแล้ว” นักลงทุนต่างกังวลมากขึ้น หลังความเห็นทรัมป์ส่งสัญญาณชัดเจนว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะไม่เข้ามาช่วยเหลือตลาด เหมือนอย่างที่เคยเกิดวิกฤตครั้งก่อน ๆ ขณะที่จีนประกาศเมื่อวันศุกร์ว่า จะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าทุกชนิดจากสหรัฐฯ ในอัตรา 34% และจะควบคุมการส่งออกแร่แรร์เอิร์ธไปยังสหรัฐฯ โดยรายงานยังระบุว่า ผู้ใกล้ชิดทรัมป์บางคนเรียกร้องให้ผู้นำสหรัฐฯ ทบทวนแผนภาษีก่อนถึงเส้นตายบังคับใช้ภาษีตอบโต้ในวันที่ 9 เม.ย. ด้าน บิล แอคแมน (Bill Ackman) มหาเศรษฐีและผู้ก่อตั้งกองทุนเฮดจ์ฟันด์ Pershing Square และยังเป็นผู้ที่เคยสนับสนุนทรัมป์ กล่าวว่า “ผมเชื่อเหลือเกินว่า มาตรการขึ้นภาษีรอบใหม่ ซึ่งสูงกว่าปัจจุบันมาก และจะมีผลทั่วโลกในวันที่ 9 เม.ย.นี้ ถือเป็นความผิดพลาด ทรัมป์ไม่ใช่คนที่ไม่เคยทำอะไรพลาด ผมขอเรียกร้องให้ผ่อนผันการเก็บภาษีออกไป 90 วัน” และยังกล่าวในอีกโพสต์หนึ่งว่า “นี่ไม่ใช่สิ่งที่เราโหวตให้ทรัมป์” เคน เฉิง (Ken Cheung) หัวหน้านักกลยุทธ์ธ์ด้านอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินเอเชีย จากธนาคาร Mizuho Bank ในฮ่องกง ให้ความเห็นว่า “ความผันผวนในตลาดรอบนี้มีความรุนแรงมากที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นตั้งแต่โควิดระบาด และเราเพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้นเทอมของทรัมป์” โดยเฉิงยังระบุว่า มีการสอบถามถึงความเห็นเกี่ยวกับปฏิกิริยาของจีนเข้ามามากมาย ซึ่งเขายังไม่สามารถให้ความเห็นที่ชัดเจนแม่นยำได้ในตอนนี้ เนื่องจากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จับตาจีนงัดมาตรการตอบโต้ – คาดรัฐบาลปล่อยหยวนอ่อนค่า ขณะเดียวกัน ตลาดและหน่วยงานกำกับดูแลตลาดยังจับตาดูปฏิกิริยาจากฝั่งจีน หลังความหวังในการผ่อนปรนนโยบายจากสหรัฐฯ ลดน้อยลง โดยมีการคาดการณ์เพิ่มขึ้นว่า รัฐบาลจีนอาจเดินหน้าลดค่าเงินหยวน หลังจากที่มีการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ซึ่งจะมีผลในวันที่ 10 เม.ย. นี้ แม้ที่ผ่านมา จีนจะให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพค่าเงินหยวน แต่บรรดานักวิเคราะห์เพิ่มคาดการณ์ว่า ความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ จะกดดันให้จีนทบทวนประเด็นนี้อีกครั้ง ซึ่งหากค่าเงินหยวนอ่อนค่าลงก็จะส่งผลให้สินค้าที่จีนส่งออกไปต่างประเทศมีราคาถูกลง ซึ่งจะช่วยชดเชยผลกระทบจากมาตรการภาษีของทรัมป์ได้บางส่วน แต่ขณะเดียวกัน ก็ทำให้ผู้บริโภคในประเทศต้องจ่ายแพวขึ้นสำหรับซื้อสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ รวมไปถึงความเสี่ยงจากการเคลื่อนย้ายเงินทุน ขณะที่เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สื่อหลายสำนักรายงานว่า ผู้กำหนดนโยบายของจีนได้หารือเกี่ยวกับมาตรการต่าง ๆ เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจและกลไกในตลาด รวมไปถึงจับตาว่าจีนจะออกแผนกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อกระตุ้นการบริโภคในประเทศหรือไม่ ที่มา Bloomberg 
|