เปิดมุมมองโบรกฯ ต่อดีลยักษ์ธุรกิจโอเลฟินส์ของ PTTGC-SCGC บล.ทรีนีตี้มอง หนุนอัพไซด์ SCC เกือบ 20 บ. ส่วน PTTGC ประมาณ 7 บ. ส่วน "บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ - กรุงศรี " มองเป็นผลดีต่อ PTTGC มากกว่า สื่อข่าวรายงานถึงกรณีที่ PTTGC บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ดีลควบรวมธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ กับ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) SCGC มูลค่า 1.8 แสนล้านบาท ว่านักวิเคราะห์ชั้นนำได้ออกมาประเมินถึงดีลดังกล่าว ว่าจะส่งผลต่อหุ้น PTTGC และ หุ้น บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของ SCGC น่าสนใจดังนี้ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า สรุป Transaction - โครงสร้างดีล: PTTGC และ SCGC (บริษัทย่อยของ SCC) ตกลงรวมธุรกิจ Olefins & Polyolefins ในประเทศไทย โดย PTTGC จะโอนสินทรัพย์เข้า GC SPV ก่อนควบรวมกับ TPE ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม SCGC โดย GC SPV เป็นบริษัทที่คงอยู่หลังควบรวม - สัดส่วนการถือหุ้น: PTTGC ถือหุ้น 56% และ SCGC ถือหุ้น 44% โดย PTTGC เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ JV
- มูลค่าสินทรัพย์รวมที่ตกลงกัน 186,514 ล้านบาท ประเมินด้วยวิธี Discounted CashFlow (DCF) และไม่มีการชำระเงินสดระหว่างกัน โดย GC SPV ออกหุ้นให้ SCGC เป็นสิ่งตอบแทน - กำหนดปิดดีล: คาดแล้วเสร็จภายในครึ่้งหลังปี 70 ภายหลังได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้นหน่วยงานกำกับดูแล และดำเนินการตามเงื่อนไขบังคับก่อนครบถ้วน
| มูลค่าสินทรัพย์ที่แต่ละฝ่ายนำเข้า JV | PTTGC | SCGC (กลุ่ม SCC) | | มูลค่าธุรกิจที่ตกลงกัน (ล้านบาท) | 104,447.84 | 82,066.16 | | สัดส่วนมูลค่ารวม | 56% | 44% | | | | | | Assets ที่นำเข้าร่วมทุน | | | | สินทรัพย์ / กำลังการผลิต | PTTGC | SCGC | | Olefins Cracker | 5 โรงงาน | ROC และ MOC | | Ethylene | 2.827 ล้านตัน/ปี | 2.100 ล้านตัน/ปี | | Propylene | 0.902 ล้านตัน/ปี | 1.300 ล้านตัน/ปี | | รวม Olefins | 3.729 ล้านตัน/ปี | 3.400 ล้านตัน/ปี | | PE/PP ของโรงงานหลัก | PE 1.950 ล้านตัน/ปี | TPE: PE 1.270 และ PP 0.860 ล้านตัน/ปี | | เงินลงทุนและกิจการที่เกี่ยวข้อง | HMC Polymers, GC Marketing Solutions (GCM) | SPE, SSLC, BST, TMMA | | เงินลงทุนและกิจการที่เกี่ยวข้อง | HMC Polymers, GC Marketing Solutions (GCM) | SPE, SSLC, BST, TMMA |
รายละเอียดเพิ่มเติม: - PTTGC: HMC มีกำลังผลิต PP 1.060 ล้านตัน/ปี โดย PTTGC ถือหุ้นเดิม 41.4% ส่วน GCMเป็นธุรกิจการตลาดที่ PTTGC ถือหุ้น 100% - SCGC: SPE มีกำลังผลิต LLDPE 0.770 ล้านตัน/ปี ขณะที่ SSLC, BST และ TMMA มีธุรกิจผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง เช่น Elastomer, Butadiene, NBL และ MMA - กำลังการผลิต Olefins รวมของทั้งสองฝ่ายอยู่ที่ 7.129 ล้านตัน/ปีจาก Ethylene 4.927 ล้านตัน และ Propylene 2.202 ล้านตัน Synergy 5,100–6,800 ลบ./ปี มาจาก 3 ปัจจัยหลัก
- Feedstock & Supply Chain Optimization: ปรับการจัดสรรวัตถุดิบระหว่างโรงงานเพิ่มความยืดหยุ่นในการเลือกใช้Feedstock รวมศูนย์การจัดซื้อ ลดค่าใช้จ่ายขนส่งสาธารณูปโภค และ SG&A - Portfolio & Market Leadership: ใช้จุดแข็งของ PTTGC ในธุรกิจต้นน้ำร่วมกับผลิตภัณฑ์ปลายน้ำของ SCGC เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ Product Mix ขยายฐานลูกค้าและเพิ่มโอกาสสร้าง Margin จากผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง - Operational Optimization: เพิ่มประสิทธิภาพการเดินเครื่อง ใช้โรงงานและ Catalystร่วมกันอย่างเหมาะสม วางแผน Maintenance และ Turnaround ร่วมกัน รวมถึงลดความซ้ำซ้อนของการลงทุนในอนาคตบริษัทคาดว่าสามารถสร้างประโยชน์ดังกล่าวจากฐานสินทรัพย์เดิม โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มเติมเพื่อให้เกิด Synergy ตามที่ประเมิน คาดหนุนอัพไซด์ SCC เกือบ 20 บ. / PTTGC ประมาณ 7 บ.
ทั้งนี้ บล.ทรีนีตี้ มองดีลนี้เป็นบวกต่อทั้ง SCC และ PTTGC เนื่องจากช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางภาวะ Oversupply ของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โดยเฉพาะการลดต้นทุน Feedstockและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นตัวของ EBITDA ในระยะยาวภายใต้สมมติฐาน Synergy 5,100–6,800 ล้านบาทต่อปี และ EV/EBITDA 5–8 เท่า ประเมินUpside ของ SCC ที่ 9.35–19.95 บาท/หุ้น และ PTTGC ที่ 3.17–6.76 บาท/หุ้นทั้งนี้อาจจะมีประเด็นเพิ่มเติมหลังจากมีการประชุมนักวิเคราะห์ในวันที่ 29 ตุลาคม ในช่วงเช้า อินโนเวสท์ เอกซ์ มองมีนัยสำคัญต่อการฟื้นตัวของกำไรในระยะกลางถึงยาว ของ PTTGC บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มองว่าดีลนี้เป็นบวกเชิงกลยุทธ์ต่อ PTTGC เนื่องจากช่วยเร่งการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยในช่วงวัฏจักรขาลง สร้างขนาดธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น เพิ่มความยืดหยุ่นด้านวัตถุดิบ ลดความซ้ำซ้อนของสินทรัพย์ และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับผู้ผลิตระดับโลก โดยมูลค่า Synergy ที่คาดการณ์ไว้ระดับ 5-7 พันล้านบาทต่อปี ถือว่ามีนัยสำคัญต่อการฟื้นตัวของกำไรในระยะกลางถึงยาว ขณะที่ PTTGC ยังคงรักษาอำนาจควบคุมและการรวมงบการเงินของกิจการใหม่ไว้ได้ ดีล JV ระหว่าง PTTGC และ SCGC นับเป็นการปรับโครงสร้างครั้งสำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยในรอบหลายปี และเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความสามารถแข่งขันและการสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนในระยะยาวของทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะ PTTGC ซึ่งยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และผู้ควบคุมกิจการใหม่ คงคำแนะนำ OUTPERFORM ราคาเป้าหมาย 63 บาท เราอาจต้องมีการทบทวนประมาณการปี 2027 อีกครั้งหลังจากได้ข้อมูลเพิ่มเติมจากการประชุมนักวิเคราะห์ในวันที่ 29 ต.ค. 2026 กรุงศรี มอง PTTGC ได้ประโยชน์มากกว่า SCC บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า คงมุมมอง Positive ในระยะยาวต่อการ JV ของ PTTGC (56%) และ SCGC (44%) โดยไม่มีแผนปิดชั่วคราว/ปิดโรงผลิต ทั้งนี้คาดขนาดธุรกิจที่ใหญ่ขึ้นเท่าตัวจะเพิ่มความยืดหยุ่น และประสิทธิภาพการผลิต, อำนาจต่อรอง, รวมถึงสัดส่วนสินค้า HVA ทำให้มี upside risk จาก synergy (หากอิงตามเป้าของบริษัทจะสร้าง upside ต่อ TP ของ PTTGC ราว 9-10 บ. และ SCC 26-30 บ.) ความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้นทำให้มีแนวโน้มได้ประโยชน์จากวงจรฟื้นตัวของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเด่นกว่ากลุ่ม โดยเรามอง PTTGC ได้ประโยชน์มากกว่า SCC นอกจากนี้ยังมี upside risk หากสามารถต่อยอดฐานลูกค้าที่ใหญ่ขึ้นออกไปยังหน่วยธุรกิจอื่นอย่างอะโรเมติกส์ และ performance material ได้ในอนาคต ทั้งนี้คงคำแนะนำ Bullish กลุ่มปิโตรเคมี และคง top pick เป็น PTTGC และ SCC . 
|
. |