ผู้ว่า ธปท. กางโจทย์เศรษฐกิจครึ่งปีหลัง จับตาเงินเฟ้อ-NPL ท่ามกลางวิกฤตโลกผันผวน แนะภาคธุรกิจเร่งปรับตัวสู่ยุคใหม่ ลุ้น THAI BAHT Stablecoin ชัดเจนสิ้นปี นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง มีปัจจัยที่ต้องติดตาม 2 เรื่องหลัก คือ อัตราเงินเฟ้อทั่วไป แม้ตัวเลขจะปรับลดลงบ้างในช่วงที่ผ่านมา และเชื่อว่าทั้งปีคาดว่าจะต่ำกว่าที่ประเมินไว้ที่ 2.8% และไตรมาส 4 บางเดือน เช่น ต.ค. อาจไม่สูงเท่าที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 4.5% แต่ยังต้องเฝ้าระวังความผันผวนของราคาน้ำมันดิบโลกที่อาจดีดตัวกลับขึ้นมาได้ตลอดเวลา “พวกนี้เป็นสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา 2-3 วันนี้ก็กลับมาสงครามกันใหม่ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ เคยสูงถึง 120-140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และลงมาต่ำที่ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และตอนนี้ก็กลับขึ้นมา 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลปลายๆ ก็อยู่ในช่วงที่จับตาดู เพราะฉะนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงของเงินเฟ้อได้ ซึ่งเงินเฟ้อเป็นสิ่งที่เราจับตาดูอย่างใกล้ชิด”นายวิทัย กล่าว ขณะที่อีกปัจจัยหนึ่งคือ หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL แม้ตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ที่คาดการณ์ไว้ที่ประมาณ 2.3% จะไม่ได้ดีมาก แต่ก็ไม่แย่เท่าที่กังวลในช่วงเริ่มสงคราม ซึ่งเคยคาดว่าจะลงไปถึง 1.5% ทำให้ประเมินว่า NPL อาจจะปรับตัวเพิ่มขึ้นบ้างแต่ยังอยู่ในระดับที่รับได้และมีการออกมาตรการรองรับอยู่ตลอด ทั้งนี้ ยอมรับว่า โลกไม่เหมือนเดิม เพราะมีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก (Uncertainty) รวมถึง Global Shock ขึ้นบ่อยครั้งเกือบทุกปี ซึ่งแตกต่างจากในอดีต ดังนั้น องค์กรธุรกิจและสถาบันการเงินจำเป็นต้องปรับตัวให้มีความยืดหยุ่น (Resilience) พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยเฉพาะการนำ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน (Productivity) "ธุรกิจไม่ได้มุ่งหวังเพื่อกำไรสูงสุดอีกแล้ว แต่เรามุ่งหวังกำไรที่เหมาะสม และให้ความสำคัญกับการดูแล Stakeholder เพื่อให้เกิดความยั่งยืน ทั้งลูกค้า คู่ค้า และสังคม ซึ่งครอบคลุมไปถึงกระแส ESG และเรื่องสิ่งแวดล้อม (Green) ที่ธุรกิจต้องเร่งปรับตัว”นายวิทัย กล่าว ขณะที่ ธปท.ได้มีการปรับบทบาทอย่างชัดเจน โดยนอกเหนือจากการดูแลเรื่องเงินเฟ้อแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการประคับประคองเศรษฐกิจและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) มากขึ้น สำหรับหนี้ครัวเรือนไตรมาสแรกที่สัดส่วนลดลงในรอบ 6 ปี มองว่าเป็นสัญญาณที่ดี และไม่ต้องกังวลแม้จะลดลงไม่มากนัก โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากฐาน GDP ที่สูงขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อ ส่งผลให้สัดส่วนลงมา ขณะเดียวกันสถาบันการเงินยังมีความระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่กำลังแก้ไขอยู่ ซึ่งโครงการที่ออกมา 2-3 เรื่อง ก็พยายามแก้ไขปัญหาเรื่องดังกล่าวอยู่ “ยอมรับว่าปัญหานี้เป็นเรื่องเชิงโครงสร้างที่ต้องใช้เวลา ปัญหาเชิงโครงสร้างมันไม่ใช่เรื่องที่ออกโครงการเดียวแล้วแก้ได้ ต้องอาศัยหลายโครงการช่วยกันทำซ้ำๆ และต่อเนื่อง ตัวเลขหนี้ไม่ได้ลดลงมาก แต่ฐานของ GDP มันสูงขึ้น และสถาบันการเงินอาจจะระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ตัวเลขสัดส่วนจึงดูขยับลงบ้าง ซึ่งคิดว่าในระยะกลางและระยะยาวหวังว่า ทางรัฐบาลทำงานอย่างต่อเนื่อง ธปท.ก็ออกโครงการต่อเนื่อง และหวังว่าสถาบันการเงินจะออกมาช่วยกัน ในระยะหนึ่งหากประคับประคองแล้วเศรษฐกิจมันเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือนก็จะค่อยๆบรรเทาไป แต่ต้องช่วยกัน หากไม่ทำอะไรเลยก็จะแก้ปัญหาไม่ได้”นายวิทัย กล่าว ด้านความคืบหน้าเรื่อง THAI BAHT Stablecoin ยืนยันว่า ธปท. ยังคงเดินหน้าต่อแต่ต้องทำอย่างละเอียดรอบคอบร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยเน้นย้ำว่า Stablecoin ไม่ใช่การสร้างเงินตรา (Currency) ใหม่ แต่เป็นพัฒนาการของระบบการเงิน ที่ไม่เคยทำมาก่อน และสามารถนำไปใช้ในกรณีเฉพาะ (Use Case) เช่น การโอนเงิน หรือการทำ Programmable Payment เพื่อลดต้นทุน ทั้งนี้ คาดว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนภายในสิ้นปีนี้ โดยอยู่ในขั้นตอนการดีไซน์รายละเอียดและการทำประชาพิจารณ์ (Hearing) ซึ่งผู้ที่จะออก Stablecoin จำเป็นต้องได้รับใบอนุญาต (License) จาก ธปท. อย่างถูกต้อง “ทำเรื่องที่ไม่เคยทำ ต้องทำให้ละเอียด และต้องประสานกับ ก.ล.ต.ด้วย โดยยืนยันไม่ได้สร้างเงินใหม่ อยู่ระหว่างการออกแบบ และทำกระบวนการ หารือกับทุกหน่วยงาน โดยภายในสิ้นปีนี้ต้องได้ข้อสรุป ซึ่งยอมรับว่าในระดับโลกปริมาณการใช้ Stablecoin ที่มีการกำกับดูแลยังถือว่าไม่มากนัก เมื่อเทียบกับ Stablecoin ที่ใช้เยอะคือ USDT หรือ USDC ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังไม่มีการควบคุมที่ชัดเจนและมีความน่ากังวลบางประการ"นายวิทัย กล่าว อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |