TU ปรับเพิ่มเป้ารายได้ปี 69 เป็นโต 4-6% ขยับเป้าอัตรากำไรขั้นต้นแตะ 19.5-20.5% รับแรงหนุนยอดขายธุรกิจหลัก ค่าเงินบาทอ่อน บริหารต้นทุนมีประสิทธิภาพ เดินหน้าใช้ระบบ Automation รับมือภาษีนำเข้าสหรัฐฯ 12.5% ปรับลดงบลงทุนเหลือ 5-5.5 พันลบ. น.ส.ภิญญดา แสงศักดาหาญ หัวหน้าฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (TU) เปิดเผยในงาน "Earnings Call" โดยมีประเด็นที่สำคัญดังนี้ บริษัทได้ปรับเพิ่มเป้าหมายผลการดำเนินงานปี 2569 เพื่อสะท้อนโมเมนตัมการเติบโตของธุรกิจที่แข็งแกร่งขึ้น โดยคาดว่ารายได้จะเติบโต 4-6% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากเป้าหมายเดิม 3-4% ได้รับแรงหนุนจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นในธุรกิจหลัก ความต้องการสินค้ากลุ่ม Ambient, Frozen และ PetCare ที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงผลบวกจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง ภายใต้สมมติฐานอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ย 32.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ปรับเพิ่มเป้าหมายอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) เป็น 19.5-20.5% จากเดิม 19-20% โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของอัตรากำไรในธุรกิจ Ambient และ Frozen การเพิ่มสัดส่วนสินค้าพรีเมียม ตลอดจนการบริหารต้นทุนการผลิตที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง และสินค้ามูลค่าเพิ่ม ยังคงมีแนวโน้มทรงตัว ด้านค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) คาดว่าจะอยู่ที่ 13.5-14.5% ของยอดขาย โดยยังมีแรงกดดันจากผลกระทบของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อธุรกิจอาหารแช่แข็งจากประเทศไทย รวมถึงการเพิ่มงบการตลาดเพื่อผลักดันการเติบโตของสินค้าแบรนด์ ต้นทุนจากโครงการปรับโครงสร้างองค์กร มีแนวโน้มลดลง ขณะเดียวกัน ได้ปรับลดงบลงทุนปีนี้เหลือ 5.0-5.5 พันล้านบาท จากเดิม 5.5-6.0 พันล้านบาท แม้งบลงทุนในปีนี้ยังสูงกว่าปกติจากการลงทุนต่อเนื่องของโครงการที่เลื่อนมาจากปี 2568 ได้แก่ โรงงานผลิตอาหารสัตว์ในเอกวาดอร์ คลังสินค้าอัตโนมัติสำหรับธุรกิจ PetCare และการขยายกำลังการผลิตธุรกิจบรรจุภัณฑ์ มั่นใจรับมือภาษีสหรัฐฯ 12.5% เร่งใช้ Automation ลดต้นทุน ชี้ Tax Refund กระทบจำกัด ผลกระทบจากการขอคืนภาษี (Tax Refund) ในสหรัฐฯ ต่อผลการดำเนินงานของบริษัทมีอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากแม้บริษัทจะได้รับเงินคืนภาษีในไตรมาส 2/69 แต่เงินส่วนใหญ่ได้ส่งคืนให้ลูกค้าแล้ว ส่งผลให้ผลกระทบในระดับบริษัทไม่มากนัก และคาดว่าในไตรมาส 3 จะไม่มีผลกระทบที่มีนัยสำคัญ เนื่องจากการรับคืนภาษีได้ดำเนินการเกือบทั้งหมดในไตรมาสก่อน ด้านมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ปัจจุบันสินค้าไทยอยู่ภายใต้อัตราภาษี 12.5% เพิ่มขึ้นจากเดิม แม้จะยังสูงกว่าประเทศคู่แข่งสำคัญในอุตสาหกรรมทูน่ากระป๋อง เช่น อินโดนีเซียและเอกวาดอร์ แต่บริษัทยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพการแข่งขันของไทยในฐานะผู้ส่งออกทูน่ากระป๋องรายใหญ่สู่ตลาดสหรัฐฯ เพื่อรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น บริษัทได้ปรับแผนการผลิต โดยโยกย้ายการผลิตสินค้าบางประเภท (SKU) มายังประเทศไทย พร้อมเดินหน้าลงทุนในระบบอัตโนมัติ (Automation) เพื่อลดต้นทุนแรงงาน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้สามารถชดเชยผลกระทบจากต้นทุนด้านอื่นได้ TU ยังให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนวัตถุดิบ ทั้งราคาปลาทูน่าและกุ้งที่ยังผันผวนตามปัจจัยด้านธรรมชาติและฤดูกาล โดยใช้การบริหารจัดการต้นทุนควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไร บริษัทยังติดตามความคืบหน้าของมาตรการภาษีสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด พร้อมมองว่าความตกลงการค้าเสรี (FTA) ในภูมิภาคยุโรปจะเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนการขยายตลาดในระยะต่อไป ด้านฐานะการเงิน ยืนยันให้ความสำคัญกับการบริหารกระแสเงินสดและภาระหนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความแข็งแกร่งทางการเงินและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุนตามเป้าหมายที่วางไว้จนถึงปี 2569 อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |